พาราสาวะถี

ถามว่าแปลกใจไหมกับกรณีที่มีคนเปิดประเด็นกลุ่มคนดีย์ มีการโจมตี พิพัฒน์ รัชกิจประการ และ กิจการของครอบครัวคือธุรกิจน้ำมันเครือ PT พร้อมกับมี การรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน


ถามว่าแปลกใจไหมกับกรณีที่มีคนเปิดประเด็นกลุ่มคนดีย์ มีการโจมตี พิพัฒน์ รัชกิจประการ และ กิจการของครอบครัวคือธุรกิจน้ำมันเครือ PT พร้อมกับมี การรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน ตามมาด้วยการคอมเมนต์ขอบคุณของโกเกี๊ยะต่อผู้นำเสนอประเด็นนี้ ส่วนคนที่เปิดประเด็นก็ยกหางกลับชนิดตัวลอย “คนจริงไม่กลัวคำโกหก สู้กันไปแบบหล่อ ๆ” แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ คอมเมนต์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อเรื่องนี้ที่ว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร”

จริงหรือเท็จคนในแวดวงต่างรู้กันดี แต่สิ่งที่จะชี้ชวนให้คิดกันต่อก็คือ ถ้ากรณีที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของการรีดไถ ให้ร้ายเพื่อตบทรัพย์ ทำไมคนที่ตกเป็นผู้ถูกกระทำถึงไม่ดำเนินคดีเพื่อให้สังคมได้รับรู้ในความชั่วช้าสามานย์ของคนพวกนี้ พอเลือกที่จะเปิดและทำให้สังคมสงสัย สร้างกระแสเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องอื่นหรือไม่ไม่รู้ ที่แน่ ๆ มันทำให้คนคิดต่อได้ว่า กุนซือของพรรคสีน้ำเงินเล่นเกมสกปรกแบบนี้ เพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามอย่างนั้นหรือ

หนนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หากจำกันได้ คราวที่ ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอาจารย์ใหญ่พรรคสีน้ำเงิน ก้าวเท้าเข้ามารับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในรัฐบาลอายุสั้น มีการปูดข้อมูลว่า มีคนมาวิ่งเต้นจะให้เงินเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการละเว้นเล่นงานเว็บพนันออนไลน์ ไล่บี้เอาผิดกับแก๊งสแกมเมอร์ แต่จนถึงวันนี้ คณะกรรมการที่ตั้งให้มาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวจนมีรัฐบาลอำนาจเต็มแล้ว เรื่องยังเงียบกริบ ถ้าไม่ใช่การลวงโลก ป่านนี้ต้องได้ตัวคนผิดหรืออย่างน้อยก็ต้องสามารถกระชากหน้ากากคนเลวกลุ่มนั้นมาให้สังคมได้รับรู้กันแล้ว

พอจะเข้าใจได้ วิธีการที่ใช้เป็นเรื่องของคนที่เข้าใจความเป็นไปในแวดวงโจรเสื้อสูท หรือพวกสื่อขาใหญ่ที่รับใช้นักการเมืองทั้งหลาย ต้องยอมรับความจริงกันว่าบรรดาผู้ทรงอิทธิพลถ้าใช้ภาษาสื่อโบราณหน่อยก็คือ ในแวดวงน้ำหมึกนั้น ต่างรู้ดีว่า มีการดูแลกันอย่างไร โดยเฉพาะพรรคแกนนำรัฐบาลนั้น คนที่เดินตามผู้มีอำนาจเวลานี้คือตัวหลักในการจัดสรรผลประโยชน์ให้กับสื่ออาวุโสบางราย แบ่งน้ำหนักการดูแลตามชื่อชั้นของต้นสังกัด

รับกันสด ๆ แบบรายเดือน บางรายเดินทางไปรับถึงที่ตามวันเวลาที่ตกลงกันไว้ ส่วนหลายรายด้วยความที่ไม่สามารถไปปรากฏตัวในที่สาธารณะให้เป็นที่เอิกเกริกได้ ก็จะมีการนำไปประเคนกันให้ถึงเซฟเฮ้าส์ มีบางพวกที่ดูแลกันด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนว่าด้วยงานที่จะได้รับการจัดสรร ผ่านงบประมาณของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของพรรคแกนนำ ไม่ต้องพูดถึงมือทำงานของอาจารย์ใหญ่ รายนั้นเดินสายจัดเก็บทุกเม็ดทุกดอก เรียกได้ว่า ถ้าใครต้องการก้าวหน้าจะต้องดีลผ่านมือคนของกุนซือจอมขมังเวทย์เท่านั้น

การเปิดปมคนตบทรัพย์พิพัฒน์ จึงเป็นเรื่องของพวกไก่เห็นตีนงู หากเป็นก่อนหน้าอาจจะเกิดการเกี๊ยะเซียะพบปะเคลียร์ใจ จูบปากหวานชื่น แต่หลังจากที่ เสี่ยหนูได้รับพลังอันวิเศษ จนทำให้พรรคสีน้ำเงินกลายมาเป็นพรรคชนะเลือกตั้งเกือบ 200 เสียง ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแยแส หรือฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนดีย์ดังว่าแต่อย่างใด ขอเพียงแค่อย่าล้ำเส้นกันให้มากเกินไปเท่านั้น ซึ่งจะว่าไปนอกเหนือจากคนในสังกัดสื่อกระแสหลักที่ดูแลกันมาอย่างดีโดยตลอดแล้ว คนเดินเกมของพรรคแกนนำก็ รวบรวมสร้างเครือข่ายของสื่อทางเลือก โดยเฉพาะสื่อโซเซียลไว้ไม่น้อยเช่นกัน ด้วยผลประโยชน์ที่จัดสรรกันหลากหลายรูปแบบ

จับตาความเคลื่อนไหวกันตลอดทั้งวัน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน กับข่าว ทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการถอดกำไล EM หรือระหว่างวันมีข่าวว่ายังไม่มีการถอดเพราะต้องรอให้ได้ หนังสือสำคัญการปล่อยตัว (รท.25) หรือใบบริสุทธิ์ก่อน กระทั่งในช่วงเย็นจึงมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ดำเนินการถอดกำไล EM ให้นายใหญ่ที่บ้านพักจันทร์ส่องหล้าเป็นที่เรียบร้อย ตามมาด้วยข่าวว่าเจ้าตัวจะเดินทางไปดูไบ เพื่อทำธุระส่วนตัวและพักอยู่ที่นั่นระยะเวลาหนึ่ง

กำหนดการเดินทางคาดหมายว่าน่าจะเป็นก่อนสิ้นเดือนนี้ การเลือกที่จะใช้ชีวิตเช่นนี้ น่าจะเป็นเรื่องของการลดแรงเสียดทานทางการเมือง เนื่องจากเพื่อไทยที่มี สส.เพียง 74 ที่นั่ง บทบาททางการเมืองคงไม่สามารถที่จะต่อรองหรือกดดันพรรคสีน้ำเงินได้ ประกอบกับเสี่ยหนูกับบิ๊กแม้วต่างก็รู้ดีว่า ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ ไม่ใช่จังหวะเวลาที่จะต้องเกิดการเผชิญหน้าระหว่างคนกันเอง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายการไปอยู่ให้ห่างสายตาของพวกจ้องจับผิด หรือเสี้ยมให้เกิดการชนกันจึงเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุด

ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 20 ปี ทักษิณกลายเป็นตำบลกระสุนตก ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เกิดสถานการณ์ใดขึ้นก็ตาม จะต้องมีการปลุกผีทักษิณขึ้นมาเป็นเครื่องสังเวยแทบทุกครั้ง การเลือกที่จะถอยห่างในครั้งนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า นี่จะเป็นการพาดบันไดลงทางการเมืองของนายใหญ่หรือไม่ เพราะคนที่ได้ชื่อว่าสู้มาโดยตลอดไม่น่าจะยอมกันง่าย ๆ แบบนี้ งานนี้แล้วแต่จะคิด ขณะที่บรรดากูรูทางการเมืองทั้งหลาย ยังคงมองไปในทิศทางที่ว่า การเลือกหนทางเดินแบบนี้ของทักษิณน่าจะเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ยังคาดเดาบทสรุปไม่ได้ว่าจะลงเอยแบบไหน

ส่วนองค์กรอิสระอย่างกกต.มาถึงตรงนี้ คงต้องยอมรับว่า ศรัทธา ความน่าเชื่อถือไม่เหลือหรอแล้ว หลังจาก ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ว่าการประเมินผลการทำงานของ แสวง บุญมี ต้องรอผลตีความจากกฤษฎีกาก่อนว่า กกต.ชุดไหนมีอำนาจในการประเมิน แต่ปรากฏว่าทางโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยันว่า ไม่มีหนังสือจากสำนักงาน กกต. ขอหารือในเรื่องดังกล่าว การให้ข่าวในประเด็นนี้จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง แบบนี้จะเรียกสิ่งที่ประธาน กกต. พูดว่าอะไร ขนาดเรื่องแค่นี้ยังเชื่อถือไม่ได้ แล้วเรื่องใหญ่ทั้งหลายที่ผ่านมาและกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาจะน่าเชื่อถือได้หรือ

อรชุน

Back to top button