
พาราสาวะถี
ไม่ใช่แค่รับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 100 ราย แต่ กกต.ยังมีมติรับรอง สส.เขตที่ค้างอยู่อีก 3 เขต
ไม่ใช่แค่รับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 100 ราย แต่ กกต.ยังมีมติรับรอง สส.เขตที่ค้างอยู่อีก 3 เขต เหลือ ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ว่าที่ สส.จากเขต 2 สุพรรณบุรี ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ที่ย้ายคอกตาม วราวุธ ศิลปอาชา จากชาติไทยพัฒนามาร่วมชายคาพรรคสีน้ำเงิน เหตุที่ กกต.ยังไม่รับรอง มองในแง่ของความโปร่งใสคือ ต้องการให้เคลียร์เรื่องของการนับคะแนนที่พบว่ามีปัญหาหลายหน่วย อีกมุมนี่อาจ เป็นคนถูกเลือกให้รับผู้เสียสละ ยอมให้ กกต.ประกาศเลือกตั้งใหม่ แสดงความใสสะอาด จัดการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม และ ขจัดข้อครหาเรื่องเด็กเส้นของพรรคชนะเลือกตั้งด้วย
เดินกันมาด้วยเส้นทางแบบนี้ ไม่เห็นจะต้องเหนียมอะไรอีก เรื่องร้องเรียนเอาผิด กกต.ก็ไปพิสูจน์กันตามกระบวนการ ผลออกมาแบบไหนก็ว่ากันไปตามนั้น ขึ้นชื่อว่าไทยแลนด์โอนลี่อยู่แล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมืองล้วน ๆ ในการที่จะเดินหน้าตามครรลองทั้งเปิดประชุมสภา เลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อ ตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ต่อไป
ไม่ต้องถามว่า ไม่เห็นมีความจำเป็นเร่งด่วนอะไรขนาดนั้น ในเมื่อมีรัฐบาลรักษาการ ความต่างระหว่างการมีอำนาจเต็ม กับหลายเรื่องที่ต้องไปขอความเห็นชอบจาก กกต. เป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนว่า ทำไมต้องเร่งตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประการต่อมาเรื่องความถูกต้อง ถูกใจ ต้องถามย้อนกลับไปว่าถูกใจใคร ในเมื่อทุกอย่างถูกกำหนดกันไว้แบบนี้ มีเสียงของประชาชนที่ชี้ผลจากการเลือกตั้ง แม้ว่าจะเกิดข้อกังขากันอย่างไร แต่ทุกอย่างจบก็ต้องยุติ
ลองไปถามความคิดของนักเลือกตั้งไม่ว่าฝ่ายแพ้หรือชนะ ถ้าไม่เล่นเกมการเมืองกันเกินไป ต่างเข้าใจดีว่า มันต้องเป็นเช่นนี้แล ภายใต้สถานการณ์อันอ่อนไหวที่ตะวันออกกลางไม่มีใครคาดเดาได้ว่าปลายทางจะจบลงแบบไหน ดังนั้น การมีรัฐบาลอำนาจเต็มจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ชอบใจไม่ชอบใจ หรือชอบใครไม่ชอบใคร คงทำตามความต้องการของใครไม่ได้ เมื่อผลออกมาแบบนี้ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ทำดีก็อยู่ยาว ทำไม่ได้คนไม่ยอมรับก็จบเห่เท่านั้น
ยืนยันจากปากของ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกฯ คนที่ 33 โฉมหน้าของ ครม.ชุดใหม่จะไฉไลกว่ารัฐบาลอายุสั้น ตั้งต้นด้วยดรีมทีมสีน้ำเงินอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่เหลือจะเอาใครมาร่วมก็ได้ ไม่ต้องคำนึงถึงหน้าตาแบบนั้นก็อยู่ยาก เรื่องต่างตอบแทนทางการเมืองจำเป็นต้องมีแต่คงไม่มาก เฉพาะหน้าเกินครึ่งของรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนที่สังคมขานรับไม่ใช่ส่งเสียงยี้ ถ้าเริ่มต้นได้ดีเท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่ง
อนุรักษ์นิยมมีบทเรียนมาแล้วจาก รัฐบาลขอเวลาอีกไม่นาน แต่กลับอยู่ยาวถึง 8 ปีแล้วไม่มีผลงาน ครั้งนั้นส่งผลให้การเลือกตั้งที่ตามมาพรรคสีส้มเข้าวินถล่มทลาย สุดท้ายถ้าไม่มีกลไก สว.ลากตั้ง คงจะสกัดกั้นการเข้าสู่อำนาจบริหารได้ลำบาก โชคดีที่ว่าหลังเกิดรัฐบาลพลิกขั้วมีพรรคตระบัดสัตย์เป็นแกนนำ แล้วเกิด 2 เหตุการณ์ที่ทำให้สายตรงของอนุรักษ์นิยม พลิกกลับมากุมอำนาจได้จนนำไปสู่ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง ได้อำนาจจากกลไกที่วางไว้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะรักษาอำนาจและทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง
จากสถานการณ์ด้านพลังงานที่หนักหน่วงเวลานี้ คนที่จะเข้ามาคุมกระทรวงที่ดูแลด้านนี้โดยตรง จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นโจทย์ใหญ่ที่อนุทินต้องคัดกรองอย่างหนัก แต่ด้วยสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับคนในแวดวงนี้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่จะทาบทามบุคคลอันเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายให้เข้ามากุมบังเหียน จากเดิมทีที่วางไว้ว่าต้องสร้างสมดุลระหว่างการบริหารด้านพลังงานกับการดูแลทางการเมือง วันนี้ต้องตัดเงื่อนไขหลังไปก่อน เอาเรื่องเฉพาะหน้าให้ประชาชนอุ่นใจ และเกิดความเชื่อมั่นรัฐบาลไว้ก่อน
ปัญหาว่าด้วยเก้าอี้ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากเกิดการโยนหินถามทางกรณี 3 รายชื่อของพรรคเพื่อไทย ก่อนที่พรรคสีแดงจะยืนยันแนวทางของตัวเอง ก็ไม่ได้เกิดแรงกระเพื่อมใด ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้มีการหารือ และเตรียมการกันไว้ ส่วนที่ต้องเร่งจัดการก่อนจะเข้าสู่โหมดโหวตเลือกนายกฯ เป็นการจัดสรรเก้าอี้ในส่วนของพรรคสีน้ำเงินมากกว่า จากเดิมที่มี สส.ต่ำกว่าหลักร้อยแต่กระโดดขึ้นมาเป็นเกือบ 200 ที่นั่ง มันทำให้งานที่คิดว่าจะง่ายยากกว่าที่คาดไว้
ประเภททุบโต๊ะให้หัวหน้าตัดสินใจไม่ได้เป็นแบบนั้นอีก เพราะจำนวน สส.ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ล้วนแต่มาจากการทุ่มสรรพกำลังมหาศาล ทั้งจากบ้านใหญ่และแหล่งกระสุนสำคัญทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาที่จะต้องปูนบำเหน็จก็ต้องนึกถึงกลุ่มคนเหล่านี้เป็นลำดับแรก จากสัดส่วนคำนวณเก้าอี้ 10 สส.ต่อ 1 รัฐมนตรี มีทั้งบ้านใหญ่ที่รวมตัวแล้วไม่ถึง และกลุ่มที่เกินแต่ปัดเศษไม่ลงตัว ขณะที่จำนวนคนเข้าคิวรอขอตำแหน่งเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลก็ล้น จึงต้องบริหารจัดการให้ได้ รู้กันดีว่าเวลานักเลือกตั้งไม่ได้ดั่งใจเสียงจะดังกันขนาดไหน ที่สำคัญมันมีฝ่ายเสี้ยมที่จ้องจะกระทุ้งให้แตกแยกอยู่ตลอดเวลา
ภาระหนักของสายตรงอนุรักษ์นิยมยังมีอีกเรื่องนั่นก็คือ งานด้านความมั่นคงกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม การปรากฏชื่อ บิ๊กด.จนถูกคาดหมายว่าจะเป็น .”บิ๊กแดง” พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กโด่ง”พลเอกอุดมเดช สีตบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ก็เป็น บทพิสูจน์การสร้างสมดุลแห่งอำนาจของอนุทิน อยู่เหมือนกัน เพราะคนหนึ่งคือน้องรักของแกนหลักอนุรักษ์นิยมที่วางกลไกให้พรรคสีน้ำเงินยิ่งใหญ่ อีกรายคือพี่สุดที่รักของผู้มีอำนาจในกองทัพปัจจุบัน นอกจากต้องบริหารเรื่องการเมืองของนักเลือกตั้งแล้ว ยังต้องจัดการการเมืองภายในของคนมีสี เช่นเดียวกัน
อรชุน