พาราสาวะถี

เป็นอันชัดเจนพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ได้ร่วมรัฐบาล สาเหตุสำคัญหนีไม่พ้นปม แกนนำบางรายมีชื่อพัวพันทุนสีเทา


เป็นอันชัดเจนพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ได้ร่วมรัฐบาล สาเหตุสำคัญหนีไม่พ้นปม แกนนำบางรายมีชื่อพัวพันทุนสีเทา ขณะที่ อีกหลายคนคุณสมบัติที่พรรคจะผลักดันให้มาเป็นรัฐมนตรีมีปัญหา เกรงว่าจะนำความเดือดร้อนมาสู่ อนุทิน ชาญวีรกูล เอาแค่การทำให้เสี่ยหนูพ้นมลทินจากที่มีคนไปร้องคราวตั้งผู้กองมันคือแป้งร่วมรัฐบาลอายุสั้นถือว่าหนักหนาสาหัสแล้ว ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุซ้ำสอง ตัดไฟเสียแต่ต้นลมดีกว่า

นี่เป็นแค่ปัจจัยที่มองกันในแบบของความเข้าอกเข้าใจกัน แต่ในทางการเมืองมันมีเรื่องของความไม่พอใจของการทับรอย ช่วงชิงตัวของเหล่าบ้านใหญ่และเสือหิวที่สามารถชิงเก้าอี้ สส.ในพื้นที่ความหวังได้ หลังจบศึกมันจึงต้องตามเอาคืนกันให้สาแก่ใจ จึงทำให้ได้ยินวลีทองที่หลุดมาจากปากของธรรมนัส สส.พรรคสีเขียวใครทำตัวเป็นงูเขียวงูเห่า ในฐานะที่ตนเป็นคนจับงู และเข้าใจพวกรับกล้วยเป็นอย่างดี อุตส่าห์ปลุกปั้นระดมสรรพกำลังช่วยจนได้เป็นผู้แทน ถ้าหักหลัง “ถือเป็นนักการเมืองที่เลวที่สุด” แต่นักการเมืองไม่ได้สนใจปมดีชั่วทุกอย่างมันอยู่ที่ผลประโยชน์ลงตัวหรือไม่มากกว่า

บางทีมันก็เป็นเรื่องของกงเกวียนกำเกวียน แล้วยิ่งเป็นมิติทางการเมืองด้วยแล้ว มักจะเจอวิธี หนามยอกเอาหนามบ่ง อยู่เป็นประจำ บทพิสูจน์ความสามารถการควบคุม สส.ในสังกัดด่านแรกคงเป็นเวทีโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะถือเป็นงานประเดิมของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อ โสภณ ซารัมย์ เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อป้องกันเกมต่อรองของเพื่อไทยที่ยังมีปมเรื่องบางเก้าอี้รัฐมนตรีที่คุยกันไม่ลงตัว จำเป็นที่จะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้านเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ

งานนี้ให้ จับตาดูกลุ่ม สส.ที่มีชื่อว่าจะเป็นงูเขียวให้ดี ถ้าฝ่ายค้านโดยพรรคประชาชน กล้าธรรม และประชาธิปัตย์ เสนอชื่อคนชิงเก้าอี้ แต่มีคนไปโหวตให้พรรคตรงข้าม นั่นจะเป็นสัญญาณว่าการทำงานของรัฐบาลนับแต่นี้หากไม่สะดุดขาตัวเอง โอกาสที่จะเจอล้มเพราะพรรคฝ่ายค้านนั้นคงเป็นไปได้ยาก ไม่เพียงแค่พรรคกล้าธรรมที่จะเกิดปรากฏการณ์งูเขียวกินกล้วยเท่านั้น พรรคเก่าแก่คงไม่ต่างกัน เนื่องจากอีกเหตุผลที่ทำให้พรรคสีน้ำเงินไม่จีบมาร่วมรัฐบาล มาจากปัญหาความไม่เอกภาพภายในพรรค นั่นเอง

จริงอยู่การกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้ประชาธิปัตย์ได้ที่นั่ง สส.เกินกว่า 20 เสียงถือว่าเหนือความคาดหมาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มันทำให้พรรคกลับมาเหนียวแน่นเหมือนเดิม ยังคงมีกลุ่มก๊วน แบ่งก๊กแบ่งเหล่ากันชัดเจน เสี่ยหนูและแกนนำเกรงว่าถ้านำเข้ามาร่วมรัฐบาลแล้วจะสร้างปัญหามากกว่า จึงตัดใจเขี่ยทิ้งในช่วงสุดท้าย แต่ด้วยลักษณะเช่นนี้ทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีช่องที่จะสามารถหาเสียงมาสนับสนุนในเรื่องที่สำคัญได้ง่ายขึ้น

นาทีนี้ความน่าสนใจของการตั้ง ครม.จึงอยู่ที่รายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของสองพรรคหลักภูมิใจไทยและเพื่อไทยมากกว่า หลังจากก่อนหน้ามีข่าวพรรคสีน้ำเงินไม่ปลื้ม 3 รายชื่อ กระทั่งโผล่าสุด สมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องถอนสมอเพื่อพรรคเดินหน้าไปก่อน โดยมีชื่อของ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล มาเสียบแทนในตำแหน่งว่าการ แต่ทางพรรคแกนนำยังคงตั้งแง่กับชื่อของ ประเสริฐ จันทรรวงทอง โดยอ้างเรื่องของคดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ถ้าจำใจต้องตัดคนที่จะมาทำหน้าที่คงหนีไม่พ้นบุคคลในเครือข่าย อย่างไรก็ตาม การปรากฏข่าวจากคุณแหล่งข่าวของพรรคนายใหญ่ที่ว่า บรรดา สส.ของพรรคไม่พอใจกับการจัดสรรโควตารัฐมนตรีในครั้งนี้ โดยไม่ได้มีการปรึกษากับผู้ที่ได้รับเลือกมาเป็นผู้แทนกันแม้แต่น้อย คงไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการทบทวน เพราะความจริงรู้กันอยู่แล้ว บรรดาแกนนำของ สส.เหล่านั้น ผ่านกระบวนการพูดคุยกับ “นาย” ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว

มิเช่นนั้น คงไม่ปรากฏชื่อของ มนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคมรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร หลุดจากวงโคจรคั่วอำนาจฝ่ายบริหาร ไปเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 นั่นเป็นเพราะบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่รัฐมนตรีนั้น มีทั้งการตอบแทนกลุ่มที่สามารถนำพาพรรคบรรลุเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ กับ กลุ่มที่จะต้องเข้าไปสร้างผลงานเพื่อให้พรรคนายใหญ่เป็นที่ยอมรับในเรื่องของการทำงานอีกครั้ง ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่เห็นกันอยู่ว่า ศูนย์กลางควบคุมอำนาจนั้นอยู่ตรงไหน เงื่อนไขต้องไม่มาก จะเล่นลิ้น พลิกพลิ้วเหมือนที่ผ่านมาได้ยาก 

ประเด็นที่ว่าตัวเลขระหว่างพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้าน ถ้าเพื่อไทยเปลี่ยนขั้วก็จะทำให้เกิดการกลับข้างของการเข้าสู่อำนาจบริหารได้นั้น ในทางทฤษฎีมองกันได้ แต่แง่ปฏิบัติเห็นกันอยู่ว่าทุกอย่างถูกจัดวางกันมาอย่างไร ล็อกกันไว้ทั้งหมด กลไกต่าง ๆ มันถูกออกแบบมาเพื่อให้การเมืองภายใต้ประชาธิปไตยจอมปลอมขับเคลื่อนกันไปแบบนี้ พรรคการเมืองไม่ได้เข้มแข็งเหมือนที่ผ่านมา แม้แต่ภูมิใจไทยที่ได้เสียง สส.เกือบ 200 ที่นั่ง ก็ใช่ว่าจะสามารถใช้อำนาจในการบริหารได้ในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็น

อำนาจมันถูกถ่วงดุลด้วยระบบของเผด็จการสืบทอดอำนาจ ที่รวมหัวตกผลึกกับองคาพยพทั้งหลายมาแล้ว ดังนั้น พรรคการเมืองใดก็ตามที่เข้ามาเป็นแกนนำของอำนาจฝ่ายบริหาร จำเป็นที่จะต้องฟังเสียงทักท้วง หรือความจริงต้องมีการปรึกษาหารือกับกลไกที่เขาออกแบบกันมาแล้วทั้งสิ้น การกระเด็นตกเก้าอี้ของ 2 นายกฯ เพื่อไทยเป็นบทพิสูจน์ เสาหลักประชาธิปไตยมันไม่ได้มีแค่ 3 ฝ่ายอย่างที่เคยท่องจำกันมาตั้งแต่อดีตอีกต่อไป ความอยู่รอดของฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งหัวใจสำคัญ อยู่ที่ความพึงพอใจของทุกกลไกที่ออกแบบมาโดยเผด็จการสืบทอดอำนาจ หรือพูดให้ชัดก็คือทุกเครือข่ายของฝ่ายอนุรักษ์นิยม นั่นเอง

การเมือง

Back to top button