2 ยักษ์ค้าปลีก ขยายฐานต่างแดน

ดูเหมือนตลาดในประเทศไทยจะเล็กเกินไปแล้ว สำหรับธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 2 ค่าย อย่าง BJC เจ้าของ “บิ๊กซี” และ CPAXT เจ้าของ “โลตัส-แม็คโคร”


ดูเหมือนตลาดในประเทศไทยจะเล็กเกินไปแล้ว สำหรับธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 2 ค่าย อย่างบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เจ้าของ “บิ๊กซี” ในกลุ่มเบียร์ช้าง และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เจ้าของ “โลตัส-แม็คโคร” ในกลุ่มซีพี..!?

เลยทำให้ 2 ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกต้องออกไปแสวงหาโอกาสข้างนอก (ต่างประเทศ) มากขึ้น…

เป็นที่ประจักษ์กรณี BJC เตรียมตีเมืองขึ้นประเทศเวียดนาม ผ่านการซื้อกิจการ ทีซีซี แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) พีทีอี แอลทีดี (TCCLI) ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท MM Mega Market (Vietnam) Co., Ltd. (MMVN) ประกอบธุรกิจศูนย์จำหน่ายขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคที่มีสาขาทั่วประเทศเวียดนาม ด้วยมูลค่า 22,500 ล้านบาท

แม้ดีลนี้จะถูกติฉินนินทาว่า เป็นอัฐยายซื้อขนมตา…เป็นการโยกขายสินทรัพย์กันภายในกลุ่ม เนื่องจากเป็นการซื้อหุ้นTCCLI จาก โกลเด้น แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล พีทีอี แอลทีดี (GLI)…ซึ่ง GLI กับ BJC ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน เพราะมีแม่ (ผู้ถือหุ้นใหญ่) คนเดียวกัน นั่นคือ บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TCCC) ก็เถอะ

แต่…มันช่วยให้ BJC ฟาสต์แทร็กในตลาดเวียดนามนะสิ เนื่องจากปัจจุบันมีร้าน MMVN ทั้งหมด 30 แห่ง ประกอบด้วยศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบ Cash & Carry จำนวน 19 แห่ง คลังสินค้า 8 แห่ง และร้านค้าในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ต ฟู้ดเซอร์วิส และไฮเปอร์มาร์เก็ต อย่างละ 1 แห่ง

คิดแบบหยาบ ๆ จากสิ้นปี 2568 มีสาขาของบิ๊กซีทั้งสิ้น 207 สาขา แบ่งเป็นบิ๊กซี มาร์เก็ต 34 สาขา บิ๊กซี ฟู้ดเพลส 18 สาขา และบิ๊กซี ไฮเปอร์มาร์เก็ต 155 สาขา…BJC ก็จะมีชาแนลเพิ่มขึ้นมาอีก 30 แห่ง

ไม่นับรวมที่ในปี 2569 มีแผนจะเปิด MMVN สาขาใหม่ 3 แห่ง และเปิดปีละ 5 แห่งในช่วงปี 2570-2573 อีกนะ…

ฟาก CPAXT ก็เตรียมไปตีเมืองขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ด้วยการทุ่มเงินลงทุน 1,660.00 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 13,483 ล้านบาท เข้าเทกโอเวอร์กลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 50 สาขา 

ทำให้อย่างน้อย ๆ ในปีนี้ CPAXT จะมีจำนวนร้านค้าปลีกเข้ามาเติมในพอร์ตเพิ่มขึ้นอีก 50 สาขา…

สิ่งที่น่าสนใจ การที่ 2 ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกออกไปหากินนอกบ้านอย่างนี้ มองได้ 2 ส่วน ในแง่ของการเพิ่มจำนวนสาขา ซึ่งจะตามมาด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น ก็ว่ากันไป แต่ถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น การมีสาขาหรือมีชาแนลที่เพิ่มขึ้น จะเป็นช่องทางในการระบายสินค้าของกลุ่มไปในตัว

อย่างที่รู้กัน กลุ่มซีพีมีสินค้าในมือเยอะ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ซึ่งในสถานการณ์ที่กำลังซื้อในประเทศซบเซา การไปตลาดต่างประเทศ ก็ได้ระบายของที่มีอยู่ ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงไปในตัว ซึ่งไม่ต่างจากกลุ่ม BJC ที่เป็นเจ้าพ่อสินค้าอุปโภคบริโภค ก็ได้ระบายของเช่นกัน  

แล้วต้องไม่ลืมว่า ทั้งสองประเทศนี้ นอกจากจำนวนประชากรเยอะแล้ว เศรษฐกิจยังเติบโตร้อนแรงอีกต่างหาก โดยประเทศมาเลเซียมีประชากรราว 34.3 ล้านคน ซึ่งไม่น้อยนะ ในขณะที่ปี 2568 จีดีพีเติบโตแข็งแกร่งที่ 5.2% โดยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวสูงถึง 6.3% ฟากประเทศเวียดนาม กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของภูมิภาคอาเซียน มีประชากรราว 102 ล้านคน ครองอันดับ 3 ของอาเซียน และอันดับ 16 ของโลก ขณะที่ปี 2568 จีดีพีเวียดนามโตสูงสุดที่ 8.02% ส่วนในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 8.46%

ช่างแตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในไตรมาส 4/2568 จีดีพีโต 2.5% หนุนให้ปี 2568 จีดีพีโตแค่หางอึ่ง 2.4% 

ทีนี้เข้าใจหรือยังว่า ทำไม  BJC และ CPAXT ต้องเบนเข็มไปต่างประเทศมากขึ้น..!!

ส่วนไปแล้วจะซัคเซสมากน้อยแค่ไหน..?? ก็อีกเรื่องหนึ่ง

โอเค…ในมุมธุรกิจก็ขยับขยายกันไป แต่พอหันกลับมาดูในมุมหุ้นหลายคนคงเกิดอาการเซ็งเป็ดที่เห็นราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวลงลึกสุดใจขนาดนี้..??

ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะสงครามที่ฉุดให้ตลาดหุ้นไทยดิ่งนรก ผสมโรงกับปัจจัยเฉพาะตัวละมั้ง…

อุ้ย..!! ไม่เอาไม่พูดดีกว่า..!?

…อิ อิ อิ…

Back to top button