
พาราสาวะถี
ถกกันไปก็เปล่าประโยชน์หรือไม่ หากไม่เอาความจริงมาคุยกัน กับปัญหาน้ำมัน การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องชี้นิ้วไปในแนวทางเดียวกัน
ถกกันไปก็เปล่าประโยชน์หรือไม่ หากไม่เอาความจริงมาคุยกัน กับปัญหาน้ำมัน การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องชี้นิ้วไปในแนวทางเดียวกัน น้ำมันหน้าปั๊มหมดเพราะการขนส่ง ก็ชวนให้น่าสงสัยปริมาณการเติมของคนทั่วไป แม้จะมีการแหแหนกันไปจนแน่นปั๊ม ก็ไม่น่าที่จะทำให้น้ำมันหมดในระยะเวลาอันรวดเร็วได้ ยิ่งกระบวนการจัดการขนส่ง เมื่อมองไปยังความสะดวกสบายในการคมนาคมของประเทศแล้ว ยิ่งไม่น่าเป็นปัญหา เรื่องที่ต้องตอบให้ชัดคือ มีการกักตุนหรือไม่
ฟังคำตอบจาก ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ยิ่งวังเวงหนักเข้าไปอีก เพราะดันบอกว่าต้องดูจะใช้มาตรการอย่างไร ใช้กฎหมายที่มีอยู่กดดัน อ้างขนส่งเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ จะไปตรวจสอบดูว่า การกักตุนเกิดจากผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภค แหม!ระดับผู้บริหารกระทรวงพลังงานของประเทศยังไม่รู้ว่าใครกักตุน คงพิลึกน่าดู เรื่องแบบนี้รู้กันอยู่แล้วในแวดวง ถ้าเกิดการกักตุน ใครบ้างที่ทำได้ การไปสงสัยว่าผู้บริโภคกักตุน จะทำกันแบบไหน ในเมื่อภาครัฐเป็นคนออกมาตรการเองว่าต้องเติมน้ำมันกับยานพาหนะ หรืออุปกรณ์เครื่องมือที่หน้าปั๊มเท่านั้น ห้ามขายโดยบรรจุใส่ภาชนะอื่น ๆ
เห็นกันอยู่ตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล ไปถึงผู้เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันประจำรัฐบาลอย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ยืนยันเองปริมาณน้ำมันสำรองมีเพียงพอ เดิมทีบอกว่าอยู่ที่ 60 วันก่อนจะบอกว่ามีมาเติมเพิ่มเป็น 90 วัน และจะมากกว่านั้น พร้อมคุยฟุ้งด้วยว่าสามารถหาน้ำมันจากแหล่งอื่น นอกเหนือจากตะวันออกกลางได้ แล้วทำไมจึงเกิดปัญหาเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ของพวกที่หากินบนความเดือดร้อนของประชาชน และผู้ใช้น้ำมัน
เมื่อยังไม่มีการเลือกนายกฯ ไม่มีการตั้งรัฐบาลอำนาจเต็ม อาจพออ้างแบบถูไถกันไปว่า การตัดสินใจในบางเรื่องที่สำคัญ จำเป็นต้องไปขอความเห็นชอบจาก กกต.ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาไม่สามารถทำได้รวดเร็วกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าคิดจะออกตัวกันแบบนี้ ก็อย่าลืมว่าพอเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาก็หน้าเดิมแทบทั้งหมด มีอำนาจเต็มแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ความเชื่อมั่นมันจะหายวับไปกับตา ภาพลักษณ์ของเสนาบดีคนดีย์ทั้งหลายมันจะเสียหายตามไปด้วย
อย่างที่บอกความโชคดีของรัฐบาลเด็กเส้นมันมีเข้ามาต่อเนื่อง เรื่องที่คาราคาซังกันมา ซึ่งทำท่าว่าจะเป็นตัวฉุดให้การตั้งรัฐบาล และการอยู่ในอำนาจบริหารเกิดภาวะสั่นคลอนก็ถูกเป่าให้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กรณียกคำร้องคดีซุกหุ้นโดย ป.ป.ช. ในคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เปิดทางให้กลับเข้ามารับเก้าอี้รัฐมนตรีได้ด้วยความใสสะอาด เช่นเดียวกับ การยกคำร้องคดีฮั้ว สว.ของ กกต.และ การปัดตกคดีที่ดินเขากระโดงออกจากความเป็นคดีพิเศษของดีเอสไอ เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่รัฐบาลสีน้ำเงิน เรื่องเหล่านี้ไม่น่ามีการตัดสินได้รวดเร็ว หรือทั้งหมด หากเปลี่ยนคนถูกกล่าวหาเป็นสีอื่น ผลแห่งคดีก็อาจจะเป็นอีกทาง
ต้องยอมรับความจริงกัน ทั้งหมดมันเกี่ยวพันกันมาตั้งแต่คราววางแผนกันมา 3 ปีเพื่อรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 จากรัฐพันลึกมาถึงวันนี้ กลายเป็นเรื่องของ การประนีประนอมครั้งใหญ่ของทุกขั้วอำนาจภายใต้อนุรักษ์นิยม ที่ผ่านการออกแบบโดยเครือข่ายด้านกฎหมายของเผด็จการ คสช. จิ๊กซอว์ฝ่ายการเมืองที่ตามหามานานก็พบตัวแทนสายตรงที่แท้จริงอย่างพรรคสีน้ำเงิน หลังจากที่ก่อนหน้าใช้บริการพรรคสีฟ้าที่ถูกมองว่าเป็นอีแอบแล้วไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ
กระบวนการบริหารจัดการในส่วนฝ่ายบริหารหลังจากนี้ น้ำหนักในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสร้างผลงานจะเน้นไปที่คนของพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก ส่วนพรรคเพื่อไทยค่อนข้างชัดว่ารายชื่อที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้าไม่น่าจะมีปัญหาการยอมรับจากพรรคแกนนำ ที่ต้องเร่งทำความเข้าใจกลับเป็นเรื่องภายในพรรคมากกว่า อันเนื่องมาจากความไม่พอใจของ สส.บางส่วน เนื่องจากเห็นว่าการจัดสรรตำแหน่งไม่ได้ยึดโยงกับกลุ่มก้อนของ สส.ที่สังกัดอย่างที่ควรจะเป็น
ยังคงแก้ไม่ตกสำหรับ นักเลือกตั้งพวกอยู่มานาน ต้องการหัวโขนความเป็นรัฐมนตรี โดยไม่ได้มองถึงความจำเป็นเฉพาะหน้า ที่พรรคต้องการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อใช้เป็นหนทางในการสร้างผลงานให้เป็นที่ปรากฏ เรียกความมั่นใจจากประชาชนให้กลับมาแม้ว่าจะได้รับเก้าอี้ในกระทรวงที่ไม่ได้ดูงานสำคัญทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่อย่างน้อยกระทรวงที่ได้รับมา ถ้าวางคนเข้าไปบริหารได้ถูกฝาถูกตัว แล้วทำงานให้เห็นผล คนย่อมจะเกิดความเชื่อมั่น
ขณะเดียวกัน รู้กันเป็นการภายในอยู่แล้ว การได้เป็นรัฐบาลมันจะทำ สส.ของพรรคมีช่องทางในการที่จะต่อยอดเพื่อหาทุนรอนในการจ่ายภาษีสังคม รวมไปถึงการดูแลในพื้นที่ ดังนั้น ในส่วนของแกนนำจึงมองว่าจัดวางตัวบุคคลไปทำหน้าที่รัฐมนตรี ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมเป็นด้านหลัก ส่วนเรื่องเสียง สส.ในสังกัดที่ได้รับเลือกตั้งกลับมานั้น ค่อยมาพิจารณากันเป็นรายจังหวัด รายภาคกันไป ถ้าเป็นเนื้อแท้ของพรรคจะเข้าใจในกระบวนการ เว้นเสียแต่บางราย บางพวกที่อาจมีเรื่องอื่นแอบแฝง
ว่ากันว่า เริ่มมีการตรวจสอบกันแล้ว มี สส.คนไหน กลุ่มไหนที่ได้รับการทาบทามติดต่อจากแกนนำต่างพรรค เพื่อให้สร้างความวุ่นวาย ก่อหวอดจนเกิดปัญหา แล้วจะตีจากพรรค หากยืนยันได้ว่ามีพฤติกรรมดังว่าจริง หนนี้พรรคจะไม่ปล่อยไว้เพื่อเป็นตัวสร้างปัญหาเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เฉพาะหน้าอาจจะต้องปล่อยให้คนเหล่านี้เคลื่อนไหวกันไปก่อน เพื่อรอจังหวะที่ ทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการปล่อยตัวอีกไม่เกิน 2 เดือนหลังจากนี้ หากเป็นไปตามกลไกที่กรมราชทัณฑ์ได้ประกาศไว้ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเป็นวันชี้ชะตา ใครที่ทำตัวเป็นปัญหา จะมีจุดจบอย่างไร