พาราสาวะถี

หลังหมดกระแสเรื่องราคาน้ำมัน ท่ามกลางความค้างคาใจเกี่ยวกับการกักตุนที่ส่อว่ามี “ไอ้โม่ง” ได้รับผลประโยชน์ไปมหาศาล


หลังหมดกระแสเรื่องราคาน้ำมัน ท่ามกลางความค้างคาใจเกี่ยวกับการกักตุนที่ส่อว่ามี “ไอ้โม่ง” ได้รับผลประโยชน์ไปมหาศาล วันนี้มิติคำถามที่พุ่งเป้าไปยังรัฐบาลยังคงเป็นประเด็นเรื่องปากท้อง ความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างกรณี สูตรค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ว่า คนส่วนใหญ่จะได้ใช้ไฟถูกลงหรือแพงขึ้นกันแน่ และความพยายามในการที่จะสร้างผลงานในระดับเมกะโปรเจกต์เพื่อให้เกิดแรงสะเทือนเลือนลั่น เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของรัฐบาล อย่างแลนด์บริดจ์

คนที่ถือธงน้ำย้ำหนักแน่นว่าเดินหน้าแน่ในเรื่องนี้คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ตั้งแต่คราวนั่งเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยุครัฐบาลอายุสั้น ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลอำนาจเต็ม อย่างที่เห็นมีแรงต้านที่เพิ่มขึ้นทั้งความเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง และแนวร่วม กระทั่งล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล ทำการพาดบันไดหาทางลง ด้วยคำตอบ ตอนนี้กำลังเร่งให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษา โดยให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลังเป็นประธาน

เข้าสู่โหมดยักแย่ยักยันกันเหมือนเดิม เหตุที่จำเป็นต้องใส่เกียร์ว่าง ยังไม่ถึงขึ้นเกียร์ถอย คงมาจาก คนในพื้นที่พร้อมด้วย สส.ทั้ง 14 จังหวัดสังกัดพรรคสีน้ำเงิน จะจับมือกันยื่นหนังสือคัดค้าน โครงการแลนด์บริดจ์ต่อรัฐบาลนั่นเอง ซึ่งในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ พิพัฒน์ จะจูงมือ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เพื่อติตตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมคำพูดเชิงหลักการที่เหมือนกันในทุกรัฐบาล พร้อมที่จะรับฟังความเห็นทุกฝ่าย

แนวโน้มโครงการแลนด์บริดจ์คงหนีไม่พ้นเข้าสู่โหมดยึดยื้อซื้อเวลา เว้นแต่ว่าฝ่ายกุมอำนาจกล้าที่จะลุยไฟ คำตอบสุดท้ายคือโยนให้รอผลจากคณะกรรมการศึกษาที่จะตั้งขึ้นมา ความจริงพิพัฒน์ในฐานะคนในพื้นที่ ผู้ดูแลสนามภาคใต้ของพรรคสีน้ำเงิน น่าจะรู้ดีว่า แรงต่อต้านทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นประชาชนผู้เดือดร้อน ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ หรือบรรดานายทุน กลุ่มผลประโยชน์ที่จะสูญเสียรายได้มหาศาล เบื้องต้นคงต้องถอนคันเร่ง เพื่อลดกระแสกดดันที่มีต่อรัฐบาลไปก่อน

อย่างที่เห็น ด้วยความที่เป็น รัฐบาลมีเส้น สายตรงอนุรักษ์นิยม ทุกองคาพยพชี้เป็นชี้ตายในประเทศนี้พร้อมอุ้มสม แต่อีกด้านนโยบายที่เคยได้ประกาศไปตอนหาเสียง ก็เป็นเครื่องพันธนาการที่ทำให้ เสี่ยหนูและพรรคสีน้ำเงินจะต้องทำตาม เรื่องค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท กับสูตรใหม่เก็บแบบขั้นบันได กลายเป็นว่า ข้อความที่ใช้เรียกคะแนนจากประชาชนนั้น เหมือนวิธีทางการตลาดคือ ต้องมีเงื่อนไขกำกับ หมายความว่า ค่าไฟตามการหาเสียง จะได้รับเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยเท่านั้น

ถามว่าเป็นการหลอกลวง หรือหลงให้เข้าใจผิดหรือไม่ คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะฝ่ายการเมืองจะตีกรรเชียงอ้างว่า ถ้าจัดเก็บตามที่หาเสียงทั้งหมด จะกลายเป็นภาระงบประมาณ และกระทบต่อการบริหารจัดการด้านอื่น วิธีที่ดำเนินการถือว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงมีแนวทางคู่ขนานกันมานั่นก็คือ การสนับสนุนให้ประชาชนไปติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน เพื่อประหยัดพลังงาน และยังสามารถขายส่วนที่เกินคืนแก่ภาครัฐได้ด้วย นี่แหละคือ เหลี่ยมคูของพวกเขี้ยวลากดิน

ที่น่าสนใจกับนโยบายของพรรคสีน้ำเงินอีกเรื่องคือการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 กับกัมพูชา ที่ล่าสุด สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้แจ้งกับทาง ปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศเขมรไปแล้ว โดยเจ้ากระทรวงบัวแก้วอ้างว่าท่าทีของอีกฝ่ายเหมือนจะพอใจกับสารที่ได้สื่อไป เพราะการยกเลิกดังกล่าว ไม่ใช่การหันหลังให้แก่กัน แต่จะไปใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.. 1982 หรือ UNCLOS 1982 แทน

สำหรับ UNCLOS นั้นเปรียบเสมือน “ธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” ที่กำหนดกรอบกฎหมายระหว่างประเทศในการใช้ทะเลและทรัพยากรทางทะเลอย่างสันติและยั่งยืน คำถามที่ตามมาคือ ไทยจะได้ประโยชน์จากช่องทางนี้จริง หรือจะเป็นการเตะหมูเข้าปากหมาหรือไม่ เพราะ UNCLOS คือการเปิดโอกาสให้คู่พิพาทสามารถนำเรื่องขึ้นสู่ศาลได้ในกรณีที่ตกลงกันเองไม่สำเร็จ โดยสามารถใช้ทั้งกลไกของศาลโลก หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ ITLOS และการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

แนวทางดังกล่าวของรัฐบาลนั้น อัครพงษ์ ค่ำคูณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า หากมีการยกเลิก MOU 44 จะส่งผลโดยตรงต่อสถานะความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย ในเรื่องการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศกับประเทศคู่สัญญาอื่น ๆ หากฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอมจะเกิดข้อพิพาทเป็นคดีใหม่ในเรื่องการยกเลิกหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งจะลุกลามบานปลายได้ ทั้งสองประเด็นนี้เชื่อว่าทางรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญ

ขณะที่การใช้กระบวนการตาม UNCLOS อัครพงษ์เห็นว่า ไทยมีแนวโน้มจะเสียสิทธิอธิปไตย หรือ sovereign rights ในพื้นที่พัฒนาร่วมตาม MOU 44 ซึ่งคือพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ โดยจากที่เคยมีโอกาสแสวงหาประโยชน์ ไทยจะถูกดึงไปสู่การบังคับให้ยอมรับการกำหนดเขตทางทะเลจากคนอื่น การมีบุคคลที่สามเข้ามามีส่วนในการระงับข้อพิพาทตามที่ระบุในอนุสัญญาฉบับนี้ ทำให้ไทยไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ที่แน่นอนได้ว่าจะออกมาในทางไหน ไม่เหมือนกับการที่สองฝ่ายเจรจากันเอง เว้นเสียแต่ว่า รัฐบาลเชื่อมั่นในศักยภาพและฝีมือของทีมงานด้านต่างประเทศจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ นั่นก็เรื่องหนึ่ง

Back to top button