พาราสาวะถี

ถามว่าได้ลุ้นระทึกกันหรือไม่กับการที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งให้วินิจฉัย ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ


ถามว่าได้ลุ้นระทึกกันหรือไม่กับการที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งให้วินิจฉัย ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ พร้อมสั่งให้ กกต.ยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน และให้เวลาอีก 15 วันส่งบัญชีระบุพยานหลักฐาน และวิธีได้มาของพยานหลักฐาน นับแต่ได้รับหนังสือเรียก เนื่องจากมีการมองข้ามช็อตไปถึงผลวินิจฉัยกันแล้ว ด้วยปัจจัยหลายประการแนวโน้มที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะน่าจะไม่เกิดขึ้น

แต่ด้วยความที่เรื่องอยู่ในกระบวนการ ใครจะไปแสดงความเห็นไม่ได้ เพราะจะเข้าข่ายชี้นำก้าวล่วงการดำเนินการขององค์กรอิสระแห่งนี้ได้ แน่นอนว่า ต้องไปรอดูในขั้นตอนการไต่สวนที่จะเกิดขึ้น จะมีการนัดหมายฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวในลักษณะใด ซึ่งถ้ามองไปยังสิ่งที่เรียกว่า “นิติสงคราม” ผลของหลายเรื่องร้องเรียนที่ผ่านมา เห็นกันอยู่ ทิศทางของแต่ละเรื่องที่ร้องนั้น ให้มองไปที่ว่า ใครเป็นผู้ร้อง ใครเป็นผู้ถูกร้อง แล้วผลจะออกมาอย่างไร

ยิ่งมองไปยังการเกิดขึ้นของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ยิ่งทำให้เห็นแนวโน้มความน่าจะเป็นได้ชัดเจนขึ้น ความเป็น รัฐบาลแบ็กอัพขั้นเทพ เหมือนที่ได้บอกไป 3 เรื่องที่เกี่ยวพันทำท่าว่าจะฉุดรั้ง ครม.หนู 2 ถูกเป่าไปหมดแล้ว ดังนั้น เรื่องอื่น ๆ ที่เหลือจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล มิหนำซ้ำ จุดชี้วัดความกล้าหาญของรัฐบาลที่ตั้งขึ้น ให้ดูว่าจะเป็นไปตามที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ได้เสนอให้ผ่าทางตัน อุปสรรคที่จะเกิดขึ้นต่อ ครม.ชุดใหม่หรือไม่

กล่าวคือ ถ้ายึดตามขั้นตอนปกติ หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (19 มีนาคม) แล้ว เมื่อมีการนำชื่อของ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นทูลเกล้าฯ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา กระบวนการในการตั้งรัฐบาลจะเสียเวลากับการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีที่ต้องใช้เวลา ทำให้มองว่ากว่า จะมี ครม.ชุดใหม่ได้น่าจะล่วงเลยไปไกลถึงกลางเดือนเมษายน ไม่ทันก่อนสงกรานต์

แม้จะมีรัฐบาลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ยังต้องรอการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาเสียก่อน ครม.ชุดใหม่จึงจะสามารถเริ่มทำงานได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งนั่นจะทำให้ล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์ทั้งของโลกและปัญหาภายในประเทศ ที่เห็นและเป็นไปเวลานี้คือเรื่องของน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค จริงอยู่ความเป็นรัฐบาลรักษาการก็สามารถเดินหน้าแก้ปัญหาได้ แต่บางอย่างก็ต้องไปขอความเห็นชอบจาก กกต.ซึ่งไม่น่าจะทันการณ์

ตามความเห็นของบวรศักดิ์ถ้าจะรอกระบวนการตั้งรัฐบาลปกติ น่าจะทำให้เกิดความล่าช้าต่อการแก้ปัญหา จึงเสนออีกแนวทางอันเนื่องมาจากวิกฤตฉุกเฉินด้านพลังงานที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤต แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งรูปแบบนี้จะทำการทำงานของ ครม.ชุดใหม่มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น

ตรงนี้แหละที่มองว่า อนุทินและคณะที่ปรึกษาต้องใช้ความกล้าหาญ เนื่องจากรูปแบบที่บวรศักดิ์เสนอเป็นทางเลือกนั้น ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน ถ้าดำเนินการจริงจะถือเป็นครั้งแรก โดยการเสนอดังกล่าวเป็นการชี้แจง ทำความเข้าใจเรื่องไทม์ไลน์ของการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ กับรัฐมนตรีในการประชุม ครม.รักษาการเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายอันเป็นกลไกที่วางไว้ของขบวนการสืบทอดอำนาจนั้น ผู้เชี่ยวชาญและมีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น ถึงจะกล้าที่นำเสนอแนวทางเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำมันหลังจากที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือ ศบก.ที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งหัวโต๊ะประชุมเมื่อวันอังคารเคาะการขึ้นราคาทั้งในส่วนของเบนซินและดีเซลไปแล้ว เรื่องการขาดแคลน ปัญหาการเข้าคิวเติมหน้าปั๊มจนน้ำมันหมดน่าจะหายไป เพราะการกักตุนน่าจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของดีเซลเห็นทิศทางแล้วว่าจะทยอยปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยไม่ให้เกินราคา 33 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ เสี่ยหนูจำเป็นต้องกระทุ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งสะสางปัญหาให้คลี่คลายโดยเร็ว เพราะยิ่งนานวันถ้าสภาพของรถแน่นหน้าปั๊มยังไม่จางหาย ภาพของปั๊มน้ำมันปิดให้บริการทยอยเกิดมากขึ้น ผลเสียหายมันจะเล่นงานกลับมายังรัฐบาล ความสงสัยและไม่พอใจจะเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่พูดไม่ตรงกันมันจะเริ่มเห็นบาดแผลเยอะขึ้น เนื่องจากมีสื่อบางสำนักลงพื้นที่ไปถามกับคนขับรถขนส่งน้ำมัน ที่บอกว่าพวกตนกำลังตกเป็นแพะรับบาป ที่ถูกชี้ว่าเป็นตัวสร้างปัญหา ทั้งที่จริง การขนส่งวิ่งรอบกันเป็นปกติ แต่ปริมาณน้ำมันที่ขนไปส่งให้ปั๊มต่างหากที่หายไป จากเดิมขนกันเที่ยวละ 3 หมื่นลิตร เหลือแค่ 1 หมื่นลิตร

แม้ว่าคนขับรถส่งน้ำมันที่เปิดข้อมูลอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของผู้ที่อยู่ในองคาพยพของการขนส่ง แต่มันก็ชวนให้เกิดคำถามตัวโต ไหนรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าปริมาณน้ำมันมีเพียงพอ ประชาชนไม่ต้องกังวล การลดปริมาณให้กับรถขนส่ง นั่นเท่ากับเป็นหลักฐานชี้ว่าสิ่งที่พูดกับความเป็นจริงมันสวนทางกัน และจะเป็นการตอกย้ำเรื่องของการกักตุนได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องสงสัยเหมือนที่ ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงานอ้างว่า การกักตุนเกิดจากผู้ประกอบการหรือผู้บริโภค อย่างที่บอก ความเป็นรัฐบาลมีเส้น ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบสวาปาม ยังมีเวลาที่จะถอนทุนกันอีกยาว

อรชุน

Back to top button