
พาราสาวะถี
เป็นไปตามนั้น การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการยกมือหนุน 293 เสียง
เป็นไปตามนั้น การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการยกมือหนุน 293 เสียง โดยมีเสียงจากงูเห่าส้ม สุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี พรรคประชาชนร่วมโหวตให้ด้วย ขณะที่ ชัชวาล แพทยาไทย ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย เป็นหนึ่งเสียงของพรรครัฐบาลที่งดออกเสียง ส่วนพรรคฝ่ายค้านที่โหวตให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็มีแต่ส.ส.พรรคส้มและ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทยเท่านั้นที่โหวตให้
เป็นไปตามคาด ประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมมีมติงดออกเสียง เพียงแต่ว่าเหตุผลต่างกัน โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคสีฟ้าอ้างว่าไม่สามารถโหวตให้อนุทินได้เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องจริยธรรมจากปมฮั้วส.ว. ส่วนการไม่โหวตให้หัวหน้าพรรคประชาชนเพราะยังมีคดีอยู่ในการพิจารณาของป.ป.ช. ถือเป็นทางลงเชิงหลักการสไตล์พรรคเก่าแก่ ส่วนพรรคสีเขียวที่ถูกมองว่าน่าจะเป็น“พรรคฝ่ายคอย(ร่วมรัฐบาล)” ธรรมนัส พรหมเผ่า สั่งส.ส. 58 เสียงห้ามแตกแถวเด็ดขาด พร้อมประกาศเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์
พอจะเห็นทิศทางกันแล้วว่า การเมืองภายใต้รัฐบาลใหม่จะเดินกันไปอย่างไร ฝ่ายที่ถูกคาดหมายว่าจะได้รับร่วมรัฐบาลตั้งแต่ต้น แต่ถูกเขี่ยทิ้งหลังรู้ผลเลือกตั้งเสนอแนวทางการทำงานแบบนี้ ส่วนพรรคที่ถูกดึงร่วมรัฐบาลตั้งแต่ต้นอย่างเพื่อไทย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กลับประกาศถึงแม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ถ้ามีอะไรที่ผิดพลาด เป็นเรื่องทุจริต 74 เสียงพรรคสีแดงไม่อยู่นิ่งเฉย พร้อมตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง เรียกว่าตั้งการ์ดสูง ชูหลักการขู่กันตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว
เมื่อเป็นแบบนี้ ย่อมถูกมองด้วยหางตาจากพรรคสีน้ำเงิน จะพูดเอาหล่อฝ่ายเดียวไม่ได้ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าแม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้งสองพรรคจะต้องมีการตรวจสอบกันเองอย่างเข้มข้น เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง เนื่องจากก่อนที่จะแตกคอกันช่วงปลายรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ก็มีบาดแผลต่อกันอยู่ นั่นอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้กองมันคือแป้ง แสดงความมั่นอกมั่นใจอีกไม่นานจะได้กลับเข้าสู่ขบวนของอำนาจฝ่ายบริหารแน่นอน
ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้นำรายชื่อของอนุทินทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เห็นภาพของการตั้งโต๊ะแถลงข่าวก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ที่เสี่ยหนูบอกมี 16 พรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุน เก้าอี้รัฐมนตรีจึงน่าจะลงตัวตามรายชื่อที่ปรากฎเป็นข่าวก่อนหน้านี้ เนื่องจากกระบวนการจัดสรรส่วนใหญ่จะเน้นไปที่คนของพรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทยเป็นหลัก
เมื่อสองพรรคแกนหลักได้ข้อยุติ เก้าอี้ที่เหลือจึงไม่เป็นปัญหา แบ่งกันตามสัดส่วนของส.ส.ที่มี พูดถึงความเป็นรัฐบาลมีเส้น โจทย์ที่ได้รับมา พร้อมกับข้อตกลงที่ได้ทำความเข้าใจร่วมกัน พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ แทบจะไม่ได้มองไปที่ตำแหน่งเสนาบดีเป็นสำคัญ เนื่องจากเงื่อนไข และสิ่งตอบแทนที่ได้รับการเสนอมานั้นมันคุ้มค่ามากกว่าการมีหัวโขนเป็นไหนๆ มิหนำซ้ำ ยังไม่ต้องมาแบกภาระไว้บนบ่า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคสีส้มทำตัวเป็นงูเห่า
การได้เห็นภาพคนแตกแถวจากพรรคแกนนำฝ่ายค้าน มันจึงทำให้น่าติดตามกันในบริบทการเมืองหลังจากที่รัฐบาลได้ทำงานเต็มตัว เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติได้ขับเคลื่อนกันเต็มรูปแบบ บรรดาการพิจารณาวาระสำคัญทั้งหลาย น่าจะเกิดปรากฏการณ์เสียงหายในส่วนของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลกันอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะจากฝ่ายค้านหรือฝ่ายคอยก็ตาม เพิ่งเริ่มต้นการประชุมสภาภาพความเป็นปึกแผ่นจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นก่อน แต่พออยู่กันนานไป พวกหน้าใหม่ที่เริ่มเรียนรู้ รวมถึงพวกเขี้ยวลากดินย่อมมองเห็นช่องทางในการสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง
อย่างที่เห็นกันว่าปัญหาใหญ่ทั้งเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลหนักหน่วงต่อวิกฤตน้ำมันทั้งเรื่องปริมาณและราคา เป็นสิ่งที่อนุทินจะต้องเร่งตั้งรัฐบาลอำนาจเต็มเข้ามาสะสาง ขณะเดียวกัน วันนี้ก็เกิดประเด็นมีพวกเห็นแก่ได้ พวกขายชาติมีการส่งน้ำมันผ่านลาวไปให้เขมร ทำให้ทางศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือศบก. และ พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ต้องออกมาปฏิเสธ อ้างว่าข่าวที่ออกมาคลาดเคลื่อน
มีการแปลความหมายในการให้สัมภาษณ์ของ ซอ ซอพุตตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงแตรง ของเขมรผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง สิ่งที่พูดไม่ได้หมายถึงการลักลอบขนน้ำมันจากไทยผ่านลาวไปขายให้เขมร แต่เป็นสินค้าสารพัดชนิดที่มาจากไทยผ่านลาวแล้วเข้าไปขายให้เขมร เป็นการสื่อสารที่ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า เขมรไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าจากไทย แต่ด้วยข้อผูกพันจากความเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ไม่สามารถที่จะแบนสินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกได้
นั่นเป็นลีลาของผู้มีอำนาจฝั่งเขมร แต่ความเป็นจริงคือ ไม่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิเสธอย่างไร คนในรัฐบาลจะต้องมีการตรวจสอบทั้งเรื่องการขนน้ำมันขายให้เขมร หรือสินค้าอื่นๆ เพราะทั้งสองเรื่องล้วนแต่เป็นปัญหาที่สร้างภาระต่อค่าครองชีพของคนไทยอยู่ในเวลานี้ ต้องมีบทสรุปและชี้แจงกับประชาชนให้ละเอียดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ลำพังปัญหาน้ำมันกับเรื่องการกักตุนจนถึงนาทีนี้ก็ยังไม่มีการคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น พอมีการประกาศขึ้นราคากันไปแล้ว และทำท่าว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ จะมาตีเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้
อรชุน