
อังกฤษก้าวสู่ ‘วิกฤตพันธบัตร’ ครั้งใหญ่.!
เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.2026 ที่ผ่านมา กลายเป็นหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือที่เรียกกันว่า Gilts พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุด
เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.2026 ที่ผ่านมา กลายเป็นหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือที่เรียกกันว่า Gilts พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุด นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกปี 2008 หรือรอบเกือบ 18 ปีที่ผ่านมา
การที่ยีลด์พันธบัตรอายุ 10 ปี ทะลุระดับสำคัญที่ 5% ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถึงภาวะ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว ที่กำลังกลับมาหลอกหลอนเมืองผู้ดีอีกครั้ง ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรอย่างหนัก (Mass Sell-off) คือความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานโลก
โดยเฉพาะการข่มขู่ปิดกั้น “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) เส้นเลือดใหญ่ของน้ำมันดิบสหราชอาณาจักรในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสัดส่วนสูง จึงตกเป็นเป้าสายตา ของตลาดทันที เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นย่อมหมายถึง “เงินเฟ้อ” ที่เร่งตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แรงกดดันนี้สะท้อนผ่านยีลด์อายุ 2 ปี ที่พุ่งขึ้นถึง 97% ช่วงเวลาเพียง 15 วันทำการ
เดิมทีช่วงต้นปี 2026 ตลาดต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ภาพความหวังนั้นได้มลายหายไปเกือบทั้งหมดในช่วงสัปดาห์นี้
ข้อมูลจาก LSEG ชี้ชัดว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มหันมามองว่า BoE จะต้อง“ขึ้นดอกเบี้ย”ในเดือนหน้า เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนฝั่งอุปทาน (Cost-push Inflation)
Nigel Green ซีอีโอของ deVere Group ระบุว่า นี่คือการปรับพอร์ตเพื่อสะท้อนความจริงที่โหดร้าย เมื่อพลังงานแพงขึ้น ดอกเบี้ยก็ต้องค้างอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คิด หรืออาจต้องขยับขึ้นไปแตะ 4.25%
ในฝั่งของนโยบายการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Rachel Reeves กำลังเผชิญกับบททดสอบใหญ่
ความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นผ่าน “กฎการคลัง” (Fiscal Rules) เริ่มถูกตั้งคำถาม เมื่อต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล (Borrowing Costs) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ พื้นที่ในการดำเนินนโยบายเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนจึงถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ
นอกจากนี้ตัวเลขการกู้ยืมของรัฐบาลช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่สูงกว่าคาดที่ 1.43 หมื่นล้านปอนด์ ยิ่งเป็นตัวเติมเชื้อไฟให้ตลาดกังวลว่า สถานะทางการคลังของอังกฤษอาจไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือวิกฤตได้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนเท่านั้น แต่มันจะส่งผ่านไปยังภาคครัวเรือนโดยตรง ผ่านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง (Mortgage Rates) ที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามยีลด์พันธบัตร ทำให้ต้นทุนชีวิตของคนอังกฤษพุ่งสูงขึ้นซ้ำเติมราคาพลังงาน
นั่นทำให้โลกการเงินกำลังจับตามองว่า รัฐบาลและ BoE จะประสานนโยบายกันอย่างไร เพื่อประคองเรือลำนี้ ท่ามกลางคลื่นลมแรง จากตะวันออกกลาง และความเปราะบางของเศรษฐกิจภายในประเทศเอง หากเงินเฟ้อยังไม่ถูกควบคุม ความผันผวนในตลาดพันธบัตรจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งต่อไป