
ขายหุ้นก่อนหยุดยาว
จริง ๆ “โมนิก้า” ไม่อยากจั่วหัวแบบนี้เลย แต่เป็นเพราะสถานการณ์หลายอย่างยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะท่าทีของพ่อใหญ่ทรัมป์ที่กลายเป็นคนสติแตก
จริง ๆ “โมนิก้า” ไม่อยากจั่วหัวแบบนี้เลย แต่เป็นเพราะสถานการณ์หลายอย่างยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะท่าทีของพ่อใหญ่ทรัมป์ที่กลายเป็นคนสติแตก และแสดงอาการขู่ฟอด ๆ พร้อมกับประกาศจะโจมตีอิหร่านให้สิ้นซากในวันพุธนี้ มันกลายเป็นเร่งให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม และทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งต่อเนื่องแบบนี้..เศรษฐกิจโลกมันจะดีขึ้นได้อย่างไรล่ะพ่อคุณ
ในเมื่อสถานการณ์หลายอย่างยังมีความเสี่ยง “โมนิก้า” ก็มองไม่เห็นความจำเป็นในการเก็บหุ้นเพิ่ม เพราะผลพวงที่จากภาวะสงครามก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังตกอยู่ในช่วงชะงักงัน ซึ่งเห็นได้จากการเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ค่อนข้างซบเซากว่าปีก่อน ๆ หลังราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้ในภาคขนส่งเป็นหลักพุ่งทะลุ 50 บาทต่อลิตร ทำให้คนทั่วไปไม่อยากเดินทาง เพราะต้นทุนในการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวนะซี
งานนี้อีฉันไม่ได้พูดให้นักลงทุนกลัวจนไม่กล้าทำอะไร แต่ต้องการให้นักลงทุนฉุกคิดสิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร? และสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นก็คือ ตอนนี้รัฐบาลกำลังจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจดิ่งไปมากกว่าเดิมแบบนี้ น่ากระทบโดยตรงต่อผลงานของหุ้นกลุ่มนี้ ขณะเดียวกันจะเห็นว่า ดัชนีก็มีอาการป้อแป้ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ไม่หนาแน่น น้องโมจึงต้องถามว่า ดัชนีปิดที่ 1,464.43 จุด บวกไป 10.43 จุด ด้วยมูลค่า 4.50 หมื่นล้านบาท สื่ออะไร?
คิดดูแล้วกัน! ขนาดหนึ่งในผู้นำธุรกิจลีสซิ่งอย่าง TIDLOR ยังถูกขายทิ้งแบบไม่มีเยื่อใย หลังเอ็มดีแจ้งความประสงค์ลาออก แต่ยังช่วยงานจนถึงเดือน ต.ค. 69 ส่งผลให้หุ้นทิ้งตัวลงมาปิดที่ระดับ 14.40 บาท ลบไป 0.60 บาท หรือลงไป 4% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 784 ล้านบาท ร้อนถึงบริษัทต้องออกหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า การดำเนินงานยังเป็นไปตามปกติแบบนี้..อ่อนไหวมาก ๆ นะคะ
ในเมื่อตลาดหุ้นยังมีความกังวลรบกวนตลอดเวลา “โมนิก้า” เลยไม่แปลกในที่เห็นหุ้น BA ยกตัวขึ้นไม่ได้สักที แถมเมื่อ 3 วันก่อนเพิ่งขึ้นไปยืนที่บริเวณ 14.20 บาท แต่พอมาถึงมาวันนี้ หุ้นกลับลงมายืนที่ระดับ 13.10 บาท ลบไป 0.50 บาท หรือลงไป 3.70% จึงอาจตีความได้ว่า นักลงทุนกังวลเรื่องต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่ตามเป้าที่ตั้งไว้ จึงกลัวกันว่า กำไรปีนี้จะลดลงอย่างมีนัยนะซี
เช่นเดียวกับแรงขายที่สาดใส่หุ้น COM7 เป็นระลอกในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็มีพื้นฐานทางความคิดจากเรื่องกำไรลดเป็นหลัก เพราะภาพที่ทุกคนเห็น ณ เวลานี้คือ กำลังซื้อของคนในประเทศลดฮวบ ขณะที่ต้นทุนทุกอย่างพุ่งขึ้นไม่หยุด ส่งผลให้การจะซื้อคอมพิวเตอร์สักตัว หรือโทรศัพท์ใหม่สักเครื่อง กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนรอได้ เพราะถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยที่ไม่ต้องรีบซื้อ หุ้นถึงลงมายืนที่ 21.40 บาท ลบไป 0.30 บาท หรือลงไป 1.40% ด้วยมูลค่า 278 ล้านบาทพะยะค่ะ
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” อยากเอ่ยถึงหุ้น KTC เป็นรายถัดมา เพราะการยืนเหนือระดับ 30 บาทด้วยลักษณะขาแข้งสั่นไปหมด เหมือนเป็นการยืนยันความกังวลเกี่ยวกับคนใช้จ่ายผ่านบัตรน้อยลง ซึ่งกระทบกำไรของบริษัทเต็ม ๆ อีฉันเลยสังหรณ์ว่า หุ้นจะซึมลงไปหาแนวรับเก่าบริเวณ 28 บาท เพราะในช่วงเดือนนิด ๆ หุ้นก็เคลื่อนตัวลักษณะนี้มาตลอด จึงอยากให้นักลงทุนประเมินการปิดเสมอตัวที่ระดับ 30.25บาท ด้วยมูลค่า 417 ล้านบาท ส่อเค้าเหมือนที่เม้าท์ให้ฟังไหม?
คล้ายกับสถานการณ์ของหุ้น MAGURO ซึ่งถูกนักลงทุนรินหุ้นออกมาต่อเนื่องเป็นเวลาเดือนเศษเช่นกัน ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงจากไฮที่ทำไว้บริเวณ 26 บาทลงมาเรื่อย ๆ จนวานนี้เห็นหุ้นยืนปิดที่ระดับ 18.80 บาท ลบไป 0.80 บาท หรือลงไป 4% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่แห้งเหือดแบบนี้ อีฉันเลยเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า โลว์เก่าที่หุ้นเด้งกลับบริเวณ 17.20 บาทยังทำงานได้ดีอะป่าว?..อิอิอิ
โมนิก้าและทีมงาน