รอบนี้รายย่อยรวย

ข้อสรุปที่ออกไม่เป็นทางการที่อีฉันได้ยินมากับหูตัวเองก็คือ รอบนี้นักลงทุนรายย่อยรับทรัพย์กระเป๋าตุง หลังตลาดหุ้นไทยเดินหน้าขึ้นอย่างจริงจังในช่วงเดือนครึ่ง


ข้อสรุปที่ออกไม่เป็นทางการที่อีฉันได้ยินมากับหูตัวเองก็คือ รอบนี้นักลงทุนรายย่อยรับทรัพย์กระเป๋าตุง หลังตลาดหุ้นไทยเดินหน้าขึ้นอย่างจริงจังในช่วงเดือนครึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แถมเที่ยวนี้แรงซื้อกระจายเข้าไปยังหุ้นกลุ่มใหญ่ ๆ หลายตัว จึงทำให้นักลงทุนมีตัวเลือกในการเล่นมากขึ้น ซึ่งผิดกับเมื่อก่อนที่มีหุ้นใหญ่ให้เล่นไม่เกิน 5 ตัวแบบนี้..เขาถึงมองกันว่า 1,600 จุดอยู่แค่เอื้อมเจ้าค่ะ

ที่น่าสนใจคือ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า นักลงทุนรายย่อยเพิ่งมาขายหุ้นถี่ ๆ ในช่วงที่ดัชนีขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,500 จุด และมาขายอีกครั้งตอนที่ดัชนีมายืนที่บริเวณ 1,550 จุด ซึ่งเป็นการย้ำหัวหมุดว่า รายย่อยเข้าใจรอบวิ่งของตลาดหุ้นไทยอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงจับหวะขายหุ้นได้พอเหมาะพอเจาะ และเหนืออื่นใดคือ รอบนี้ไม่ได้ยินรายย่อยบ่นเรื่องติดดอยอีกเลยนะออเจ้า

ประกอบกับกูรูจากสำนักต่าง ๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลก “โมนิก้า” จึงต้องชื่นชมนโยบายเชิงรุกของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเที่ยวนี้ “น้องกวาง” อาสาเป็นหัวหมู่ในการโรดโชว์หุ้นไทยแก่นักลงทุนต่างชาติแบบนี้ หุ้นไทยติดลมบนแน่ ๆ แถมคนใน ตลท. รับฟังเสียงจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาโรบอท เลยทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเยอะพะยะค่ะ

วันนี้เลยต้องถามว่า การที่ดัชนียืนปิดที่ระดับ 1,553.36 จุด บวกไป 3.03 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.83 หมื่นล้านบาท เสี่ยงมากไหม? เพราะภาพที่เห็นคือ แรงซื้อไหลกลับมาที่หุ้นแบงก์มากขึ้น ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับชิปเอไอก็ยังแรงไม่หยุด (หมุนตัวเล่นไปเรื่อย ๆ) พร้อมกันนั้นก็ได้เห็นหุ้นกลางเล็กเริ่มพุ่งแรงถี่ขึ้นแบบนี้..มันเป็นจังหวะที่ต้องลุยกันสุดซอยหรือเปล่า?..ลองถามใจตัวเองกันดูนะนายจ๋า!

เจ๋งสุด ๆ ต้องมองไปที่หุ้น SMT เพราะอาศัยจังหวะหุ้นชิปเอไอตัวอื่นโดนขาย ตัวเองกลับทะยานขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งบางกระแสเม้าท์กันให้แซ่ดว่า นี่เป็นผลจากกองทุนแย่งซื้อกันอย่างเมามัน แถมรายย่อยก็กระโจนใส่ไม่ยั้งเช่นกัน วานนี้จึงเห็นหุ้นขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 3.32 บาท บวกไป 0.46 บาท หรือขึ้นไป 16.08% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 536 ล้านบาท และเป็นการบวกแรง 3 วันติดแบบนี้..ถ้าไม่โดนจับติดแคช ไปอีกยาวพะยะค่ะ

ส่วนตัวทีเด็ดที่กลับมาใหญ่ตามรัฐบาลสีน้ำเงิน “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้น FORTH เพื่อชี้ให้เห็นว่า งานที่มีในมือมากขึ้นล้วนมาจาก ฝีปาก..อุ๊ย..ฝีมือ ขั้นเอกอุของ “พี่เต่า” อย่างไม่ต้องสงสัย และการที่หุ้นขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 17.50 บาท บวกไป 2 บาท หรือขึ้นไป 12.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 670 ล้านบาท โดยใช้เวลาแค่ 1 เดือนขึ้นจากฐานหุ้นที่ระดับ 7 บาท ก็เชื่อได้ทันทีว่า ผลงานไตรมาส 2 ยังโตต่อเนื่องก็เท่านั้นเอง

ในเมื่อตัวแม่ออกตัวนำไปก่อนแล้ว..ตัวลูกก็ต้องไล่ตามมาห่าง ๆ อีฉันเลยไม่แปลกใจที่วานนี้เห็น FSMART ขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 7.90 บาท บวกไป 0.10 บาท หรือขึ้นไป 1.28% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 151 ล้านบาท เพราะของมันแบเบอร์ให้เห็นแล้วว่า กำไรไตรมาส 1 ออกมาดี ขณะที่หุ้นยังเทรดบน PE 10 เท่าแบบนี้ ย่อมเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาไล่หุ้นตัวนี้อีกครั้ง จึงต้องจับตาดูว่า เที่ยวนี้จะวิ่งกลับไปหายอดเดิมที่บริเวณ 9.50 บาทได้อะป่าว?

อีกตัวที่เป็นตัวแรงของตลาด เอ็ม เอ ไอ “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้น SICT ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำชิปฝังในวัวเป็นรายถัดมา เพราะในมุมของผลงานงวดที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่า ออกมาดีจริง! ผนวกกับวันนี้ธุรกิจทั่วโลกถูกขับเคลื่อนด้วยเอไอ อีฉันเลยไม่แปลกใจที่ทุกคนจะมองว่า หุ้นตัวนี้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว และพากันมาไล่ราคาหุ้นอย่างเมามัน จนหุ้นขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 3.08 บาท บวกไป 0.30 บาท หรือขึ้นไป 10.79 % ด้วยมูลค่า 90 ล้านบาทเจ้าค่ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button