
‘วิกฤตฮอร์มุซ’ สู่โอกาสพลังงานสะอาด
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์โจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์โจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานทั่วทุกทวีป เมื่อกองทัพอิหร่าน ตัดสินใจตอบโต้ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ เส้นเลือดใหญ่ทางการค้า ที่ลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 20% ของความต้องการโลก “ถูกตัดขาดลง” ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นและเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน..
วิกฤตการณ์ครั้งนี้บีบให้ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ต้องตกอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” หลายรัฐบาลต้องประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อควบคุมการใช้พลังงานภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ประหยัดไฟอย่างเข้มงวด จนถึงปรับลดชั่วโมงการทำงานของภาคธุรกิจ เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ล่มสลาย จากการขาดแคลนเชื้อเพลิงท่ามกลางสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
อย่างไรก็ตามภายใต้วิกฤตอันมืดมิดนี้ กลับมีแสงสว่างปรากฏขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Ember ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้นหลายเท่าตัว โดยมี “จีน” ยืนตระหง่านในฐานะผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์นี้ ในฐานะมหาอำนาจผู้ผลิตเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำรายใหญ่ที่สุดของโลก จีนได้กลายเป็นความหวังเดียวของประเทศที่ต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการของราคาน้ำมัน
ตัวเลขการส่งออกของจีนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สะท้อนภาพความจริงนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อสิ่งที่ทางการจีนเรียกว่า “สามกลุ่มใหม่” อันประกอบด้วย “แผงโซลาร์เซลล์-แบตเตอรี่-รถยนต์ไฟฟ้า” มียอดการส่งออกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ที่มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 68 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังรีบเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของตนเอง เพื่อสร้างอำนาจอธิปไตยทางพลังงาน ที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของเส้นทางขนส่งทางทะเลเพียงแห่งเดียว
ที่น่าสนใจคือ การเติบโตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหภาพยุโรป หรือ ออสเตรเลียเท่านั้น แต่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและแอฟริกา กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้ สำหรับประเทศเหล่านี้ พลังงานแสงอาทิตย์ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม
แต่มันคือ “ทางรอด” ในวันที่น้ำมันมีราคาแพงเกินเอื้อมและมีความไม่แน่นอนสูง การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นทั้งยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติในคราวเดียวกัน
ในมิติทางเศรษฐกิจของจีนเอง การเปลี่ยนแปลงนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง อุตสาหกรรม “สามกลุ่มใหม่” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ แซงหน้าอุตสาหกรรมส่งออกดั้งเดิม อย่างเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์
นี่คือการประกาศศักดาว่า จีนได้ขยับฐานะจาก “โรงงานของโลก” ในสินค้าราคาถูกไปสู่ “ผู้นำเทคโนโลยีขั้นสูง” ที่กำหนดทิศทางความยั่งยืนของมวลมนุษยชาติ..
นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างมองเห็นตรงกันว่า แม้อนาคตการเจรจายุติสงคราม จะประสบความสำเร็จ และการลำเลียงน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่ทัศนคติของโลกต่อพลังงานฟอสซิล ได้เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ความวิตกกังวลที่ฝังรากลึกช่วงวิกฤตนี้ กลายเป็นแรงผลักดันถาวร ที่ทำให้การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนกลาย เป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งของทุกรัฐบาล
บทเรียนจากเหตุการณ์เดือนมีนาคม 2569 สอนให้โลกได้รู้ว่า ความเปราะบางของระบบพลังงานเดิมนั้นอันตรายเพียงใด และโลกที่พึ่งพาแสงแดด สายลม และนวัตกรรมกักเก็บพลังงาน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุณหภูมิของโลกที่กำลังร้อนระอุจากภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่มักมี “น้ำมัน” เป็นตัวจุดชนวน
วันนี้โลกกำลังหันหลังให้ “เชื้อเพลิงจากใต้ดิน” และหันหน้าเข้าหา “พลังงานจากฟากฟ้า” อย่างเต็มตัว โดยมีมังกรจีน เป็นผู้ถือครองกุญแจสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์พลังงานยุคใหม่..!??