
พาราสาวะถี
ไม่ว่าจะถูกมองจากมุมของฝ่ายต่อต้านอย่างไร แต่กำลังใจสำคัญของ ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นเหล่ากองเชียร์ผู้ภักดีทั้งหลาย
ไม่ว่าจะถูกมองจากมุมของฝ่ายต่อต้านอย่างไร แต่กำลังใจสำคัญของ ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นเหล่ากองเชียร์ผู้ภักดีทั้งหลาย ที่ไปปักหลักรอรับนายใหญ่ออกจากเรือนจำคลองเปรมกันตั้งแต่ก่อนเที่ยงวานนี้ (10 พฤษภาคม) จนถึงขั้นตำรวจท้องที่ต้องประกาศให้ผู้ที่จะสัญจรผ่านบริเวณถนนงามวงศ์วานขาออก หน้าเรือนจำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวตั้งแต่ 11 โมงของวานนี้ จนถึงเที่ยงวันของวันนี้ ไม่ว่ามวลชนจะมากหรือน้อย แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นคือ ผลงานที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เคยทำไว้ สามารถสัมผัสจับต้องได้ ยังคงครองใจคนได้อีกจำนวนไม่น้อย
ส่วนบทบาทของทักษิณหลังได้รับการพ้นโทษ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ มีการติดกำไล EM และต้องไปรายงานตัวต่อกรมคุมประพฤติตามตารางที่กำหนดไว้ ที่มีการให้จับตาบทบาททางการเมือง เป็นเรื่องธรรมดาในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย คงต้องมีคนไปมาหาสู่ แต่จนกว่าจะพ้นโทษคือวันที่ 9 กันยายนนี้ เจ้าตัวคงปักหลักอยู่กับครอบครัวที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ใครจะไปใครจะมา ถือว่าเป็นการพบปะกันตามมารยาททางสังคม
เช่นเดียวกับกรณีของ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งได้แสดงความยินดีกับอดีตนายกฯ ที่จะได้รับการพักโทษ พร้อมยืนยันในความเคารพนับถือ ทั้งในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา คนรู้จักที่เหมือนลูกเหมือนหลาน แต่การจะได้พบปะกัน ก็เป็นเรื่องของจังหวะและโอกาส ในทางการเมืองไม่มีคำว่าพบกันโดยบังเอิญ ฐานะคนที่เคยมีความหลังระหว่างกันทั้งทางที่ดีและแย่ แต่ไม่มีวันตัดกันขาด ส่วนจะได้พบกันแบบเปิดเผยหรือทางลับนั้น ขึ้นอยู่กับความสะดวกใจของทั้งสองฝ่าย
ว่ากันว่า ที่ผ่านมาข่าวการพบกันไม่ว่าจะเสี่ยหนูกับบิ๊กแม้ว หรือการพา เนวิน ชิดชอบ มุดเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ฝ่ายการเมืองอยากให้เป็นข่าว ขณะที่ การพบปะเพื่อเคลียร์ใจไม่มีใครล่วงรู้ เว้นแต่คนใกล้ชิด นับตั้งแต่เกิดการแยกตัวพาลิ่วล้อไปร่วมหัวจมทั้งตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร พร้อมวลีทองที่เป็นตำนานบทหนึ่งทางการเมือง“มันจบแล้วครับนาย” อาจดูเหมือนการตัดญาติขาดมิตรระหว่างบ้านจันทร์ส่องหล้ากับผู้ยิ่งใหญ่จากบุรีรัมย์ แต่ความจริงคือมีการพบ การคุยเพื่อเคลียร์กันมาโดยตลอด
ความไว้วางใจอาจไม่เหมือนเดิม แต่ความที่ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ทางการเมืองเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น จะว่าสวมหน้ากากเข้าหากัน หรือต่างฝ่ายต่างพกมีดไว้ข้างหลังพร้อมจะห้ำหั่น ทิ่มแทงกันได้ทุกเมื่อก็คงไม่ผิดนัก ทว่าขึ้นชื่อว่าการเมืองแบบไทยแลนด์โอนลี่ ขนาดที่ว่าอนุทินและพรรคภูมิใจไทยได้ชื่อสายตรงอนุรักษ์นิยม ยังคงไม่อาจไว้วางใจต่อเสถียรภาพได้ เพราะการช่วงชิงอำนาจ และผลประโยชน์ ฝ่ายที่น่ากลัวที่สุด หาใช่พวกตรงข้าม หากแต่พวกเดียวกันหรือคนข้างกายโดยเฉพาะสายอนุรักษ์นิยมนั้น ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องที่ พร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ ถ้าได้รับข้อเสนอ หรือมีผลประโยชน์ที่งดงามกว่า
หลังออกจากคุก ทักษิณยังคงจะตกเป็นเป้าหมายของการติดตามจากสื่อทุกสำนักอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าจะแน่ใจได้ว่า ไม่มีมิติของทางการเมืองที่เข้ามาเฉียดใกล้นายใหญ่ พื้นที่หน้าสื่อจึงจะค่อยจางหายไป แต่ต้องไม่ลืมว่า ประสาคนที่มีพวกจองกฐินไว้มาก ไม่ใช่แค่เกาะติดที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเท่านั้น บรรดาคดีความต่าง ๆ ที่เคยมี หรือยังคงค้างคาอยู่ก็จะถูกขุดคุ้ย ติดตาม หรือทำให้เป็นประเด็นขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา เพราะคำว่าผีทักษิณ ระบอบทักษิณยังคงขายได้อยู่นั่นเอง
ฟากของฝ่ายกุมอำนาจ หลังจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว ถือเป็นจังหวะที่จะได้โชว์ของ เริ่มด้วยการเปิดให้ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส หรือไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ พร้อมเริ่มใช้ได้ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป เช่นเดียวกับการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตรงนี้ก็ จะช่วยเบี่ยงกระแสความสนใจต่อเรื่องร้อนอื่นทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีโจทย์สำคัญต่อปมฝ่ายค้านจะยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความถูกต้องของพ.ร.ก.ดังกล่าว
ในมิติทางการต่อสู้ก็เป็นเรื่องไปกว่ากันตามกระบวนการ ขณะที่เสี่ยหนูยืนยัน จะใช้ความเข้มงวดในการดำเนินการอย่างเต็มที่ เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้จะถูกส่งตรงไปยังประชาชน ไม่มีโครงการต่าง ๆ มาคั่นกลาง พร้อมย้ำความจำเป็นในการออกพ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญคือ ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อทำให้คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นอกจากนั้น อนุทินยังยืดอกยอมรับว่า เมื่อพ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว ตนต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์ และรับรองได้ว่าไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์แดงเดียว รัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาล ในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน
ในประเด็นเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ที่ใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนนั้น คงไม่เป็นปัญหา เพราะฝ่ายค้านก็ยืนยันแล้วว่า สมเหตุสมผล แต่กรณีอีก 2 แสนล้านที่จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานนั้น ฝ่ายค้านมองว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก. เมื่อนำมาเหมารวมมันเหมือน การตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลใช้เงินตามอำเภอใจ โดยบางรายถึงขั้นบอกว่าประเทศไม่ใช่บริษัทเอกชนของคนไม่กี่คน การใช้ช่องทางพ.ร.ก.กู้เงินกับเรื่องไม่เร่งด่วน เป็นการลดบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติ และ ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณของประเทศ ทั้งที่ภาระหนี้ดังกล่าวจะตกอยู่กับประชาชนทั้งประเทศในระยะยาว รอดูว่า จะรวบรวมชื่อยื่นได้ ยื่นแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาหรือไม่
อรชุน