‘ทรัมป์’ เยือนจีนลดทอน ‘ทะเยอทะยาน’

ปีก่อนประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ภาษีการค้าที่สูงลิ่ว จะทำให้คู่แข่งทางเศรษฐกิจหลักของอเมริกาต้องยอมจำนน..!!


ปีก่อนประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ภาษีการค้าที่สูงลิ่ว จะทำให้คู่แข่งทางเศรษฐกิจหลักของอเมริกาต้องยอมจำนน..!!

แต่ทว่านักวิเคราะห์การเมือง หลายคนระบุว่า “ทรัมป์” กำลังเดินทางเยือนจีนสัปดาห์นี้ ด้วยความทะเยอทะยานที่ลดลงเนื่องจากคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ ทำให้เป้าหมายของเขาลดลง เหลือเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับถั่ว, เนื้อวัว และเครื่องบินโบอิ้ง เพียงไม่กี่รายการและขอความช่วยเหลือจากจีน เพื่อยุติสงครามอิหร่าน

ความคาดหวังที่ค่อนข้างต่ำ สำหรับการประชุมระหว่าง “ทรัมป์” กับ “สี จิ้นผิง” ระหว่าง 14-15 พ.ค. 69 เป็นการประชุมครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้ง 2 ประเทศยุติสงครามการค้าที่รุนแรงช่วงเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาไว้ชั่วคราว โดยเน้นย้ำให้เห็นว่าแนวทางที่คุยโวของทรัมป์นั้น ล้มเหลวในการสร้างความได้เปรียบ ก่อนการเจรจาตามที่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าว

“อเลฮานโดร เรเยส” ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีน จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ระบุว่า “ทรัมป์ต้องการจีน มากกว่าที่จีนต้องการเขา” เนื่องจากเขาต้องการชัยชนะด้านนโยบายต่างประเทศ ได้แก่  ชัยชนะ ที่แสดงให้เห็นว่าเขากำลังมุ่งหาวิธีการที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับโลก และไม่ได้เพียงแค่ก่อกวนการเมืองโลก

นับตั้งแต่การประชุมสรุปแบบสั้นครั้งล่าสุด ที่ฐานทัพอากาศในเกาหลีใต้ “ทรัมป์” สั่งระงับการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตราสามหลักไว้ชั่วคราว และ “สี จิ้นผิง” ผ่อนคลายจากการกดดันอุปทานของแร่หายากทั่วโลก โดยจีนได้ เสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ ที่มุ่งเป้าไปยังรัฐบาลวอชิงตันอย่างไม่เปิดเผย

ขณะเดียวกัน “ทรัมป์” วุ่นวายอยู่กับการต่อสู้กับคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ ที่ต่อต้านมาตรการภาษีศุลกากรของเขา  และสงครามกับอิหร่าน ที่ทำให้คะแนนนิยมของเขาลดลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้

การประชุมสัปดาห์นี้ ที่กรุงปักกิ่ง จะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยบรรดาผู้นำจะจัดการประชุมสุดยอด ที่มหาศาลาประชาชน เยี่ยมชมหอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) ซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโก รับประทานอาหารค่ำในงานเลี้ยงระดับชาติ และดื่มชา และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ซึ่งสามารถทำได้มีเพียงข้อตกลงและกลไกต่าง ๆ ในการจัดการการค้า ในอนาคตข้างหน้าเพียงไม่กี่อย่าง  ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำทั้งหลาย จะเห็นชอบที่จะขยายเวลาสงบศึกการทางการค้าหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทางการซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผนงานกล่าว

“ทรัมป์” จะเดินทางมาพร้อมกับ CEO หลายคน รวมถึง “อีลอน มัสก์” จากเทสลา และ “ทิม คุก” จากแอปเปิล  แม้คณะผู้แทนภาคธุรกิจ จะมีขนาดเล็กกว่าครั้งที่ทรัมป์ เยือนกรุงปักกิ่งครั้งล่าสุดปี 2560 ก็ตาม

นอกเหนือจากเรื่องการค้าแล้ว “ทรัมป์” กล่าวเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ว่า เขาจะหารือกับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับการขายอาวุธให้กับไต้หวันและคดีของจิมมี ไล (Jimmy Lai) เจ้าพ่อสื่อที่ถูกจำคุก  และครอบครัวของชาวอเมริกันสองคน ที่ถูกจำคุกในจีนมานานกว่าทศวรรษยังได้เรียกร้องให้ทรัมป์พยายามช่วยปล่อยตัวพวกเขา ด้วยเช่นกัน

บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นับตั้งแต่ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อเดือนเมษายน 2568  ว่า ภาษีศุลกากรของเขา จะทำให้จีนตระหนักว่า ยุคแห่งการเอาเปรียบสหรัฐอเมริกา ได้สิ้นสุดลงแล้ว

“มาตรการภาษี” เหล่านั้น กระตุ้นให้รัฐบาลปักกิ่ง จำกัดการส่งออกแร่หายากต่าง ๆ  ถือเป็นการเปิดโปง อย่างโหดร้ายถึงการพึ่งพาของชาติตะวันตกต่อแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตทุกสิ่งทุกอย่าง นับตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงอาวุธทั้งหลาย และในที่สุด นำไปสู่การสงบศึกที่เปราะบางระหว่างทรัมป์ และสี จิ้นผิง

นับตั้งแต่นั้นมา “ทรัมป์” เผชิญกับการต่อสู้มากมายนับไม่ถ้วน เช่น การจับกุมผู้นำของเวเนซุเอลา, การขู่ว่าจะผนวกกรีนแลนด์ ที่เป็นสมาชิกของนาโต (NATO) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ  และการทำสงครามกับอิหร่าน ทำให้ตะวันออกกลางตกอยู่ในความยุ่งเหยิง และจุดชนวนวิกฤตพลังงานโลก

จากโพลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส เมื่อเดือนที่ผ่านมา พบว่า “ชาวอเมริกันมากกว่า 60% ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิหร่านของทรัมป์”

ขณะนี้ “ทรัมป์” ต้องการให้จีน โน้มน้าวรัฐบาลเตหะรานให้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลวอชิงตันเพื่อยุติความขัดแย้ง ทั้งนี้ จีนยังคงรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน และยังเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ ที่ส่งออกมาจากอิหร่าน..!!!

Back to top button