
ปรับลดเกณฑ์ IPO & เพิ่มพูน New Economy
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายใต้กลยุทธ์ The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายใต้กลยุทธ์ The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities ผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อทบทวนเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนของบริษัทเป้าหมาย การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นยาแรงที่มุ่งรักษาอาการ “เหี่ยวเฉา” ของหุ้น IPO และมูลค่าการซื้อขาย พร้อมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดทุนไทยที่ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจดั้งเดิม (Old Economy) มาอย่างยาวนาน โดยมุ่งเป้าการเปิดประตูต้อนรับธุรกิจใหม่ (New Economy) ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง SME และ Startup ศักยภาพสูง
แก่นสำคัญปฏิรูปเกณฑ์คุณสมบัติครั้งนี้ คือ กำแพงเกณฑ์เข้าสู่ตลาดรอง ผ่านการปรับลดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ 10 อุตสาหกรรม สำหรับตลาด SET เกณฑ์ทั่วไปจะถูกปรับลดจากเดิมไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาท ลงมาเหลือเพียง 5,000 ล้านบาท
ที่น่าสนใจกว่านั้นหากบริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรือตั้งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เกณฑ์จะลดต่ำลงเหลือเพียง 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ตลาด mai ปรับลดลักษณะเดียวกัน โดยเกณฑ์สำหรับกลุ่ม BOI และ EEC ลดลงมาเหลือต่ำสุดเพียง 1,000 ล้านบาท สะท้อนถึงการประสานนโยบายระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่เพียงแต่เรื่องมูลค่าบริษัทเท่านั้นระยะเวลาการมีรายได้จากการดำเนินงาน (Track Record) ถูกหั่นลดลงเพื่อความรวดเร็ว โดยตลาด SET จากเดิมต้องแสดงผลงานยาวนานถึง 3 ปี ปรับลดลงเหลือ 2 ปี สำหรับกรณีทั่วไปและเหลือเพียงปีเดียว สำหรับบริษัทในกลุ่ม BOI หรือ EEC การเปลี่ยนแปลงนี้ ถือเป็นการทลายข้อจำกัดของธุรกิจยุคดิจิทัล ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมที่เน้นความมั่นคงเชิงเวลาไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป
ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนวิธีพิจารณารายได้จาก “เกณฑ์ตัวเลขและอัตราเติบโตตายตัว” มาเป็น “เกณฑ์เชิงหลักการ” ที่ดูว่าบริษัทมีรายได้หลัก มาจากอุตสาหกรรมเป้าหมายจริงรอบปีล่าสุดหรือไม่ ยิ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงที่บริษัทเทคโนโลยีดี ๆ จะตกคุณสมบัติเพียงเพราะความผันผวนของตัวเลขทางบัญชีช่วงเริ่มต้น
มิติความเป็นสากลเกณฑ์ใหม่นี้ ได้ปลดล็อกอุปสรรคสำคัญสำหรับบริษัทต่างชาติ (Foreign Listing) โดยยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องพิสูจน์การสร้างประโยชน์เชิงประจักษ์ต่อเศรษฐกิจไทย เช่น การตั้งฐานการผลิต หรือการมีผู้ใช้บริการในไทย ซึ่งเกณฑ์เดิมนี้มักถูกมองว่า เป็นกำแพงสกัดกั้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค
สำหรับบริษัทที่มาจากประเทศที่ก.ล.ต.ไทยยังไม่ได้ประกาศยอมรับระบบการกำกับดูแล ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอให้เปลี่ยนมาใช้เกณฑ์การจดทะเบียนแบบตลาดรอง (Secondary Listing) แทน ช่วยลดภาระการกระจายหุ้นต่อประชาชนในไทย (Free Float) จากเดิมสูงถึง 10-20% ลงได้มาก เพราะบริษัทเหล่านี้มีการระดมทุนและมีสภาพคล่องในตลาดหุ้นหลักของตนเองอยู่แล้ว การปรับเปลี่ยนมุมมองมาเน้นการสร้างสภาพคล่องแทน จึงเป็นการเดินเกมที่สมดุลและดึงดูดใจผู้บริหารต่างชาติมากขึ้น
อีกองค์ประกอบถือเป็นหัวใจของการสร้างความมั่นใจ คือ การปรับปรุงเกณฑ์การห้ามขายหุ้นของผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเกณฑ์ใหม่เปลี่ยนมาบังคับใช้การห้ามขายหุ้น 100% ของที่ถืออยู่หลัง IPO แต่กำหนดให้สัดส่วนรวมกันต้องไม่น้อยกว่า 30% ของทุนชำระแล้ว เป็นวิธีที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
การปฏิรูปกฎเกณฑ์ครั้งใหญ่นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดทุนไทยสู่ทศวรรษหน้า การลดความเข้มงวดของกฎเกณฑ์ IPO ควบคู่กับการเพิ่มกลไกดูแลความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล จะช่วยยกระดับให้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนผ่านจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมดั้งเดิม สู่การเป็นแหล่งระดมทุนที่ทันสมัย มีความหลากหลายของธุรกิจ และเป็น ประตูสู่โอกาสการลงทุนครอบคลุมและน่าเชื่อถือของภูมิภาคต่อไป