GSTEL-GJS กำไรกลางพงหนาม

การกลับมาทำกำไรไตรมาสแรกของปีนี้ ของยักษ์ใหญ่ผลิตเหล็กอย่าง บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) (GSTEL) และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) (GJS) ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่จะผ่านเลยไปได้

แฉทุกวันทันเกมหุ้น

การกลับมาทำกำไรไตรมาสแรกของปีนี้ ของยักษ์ใหญ่ผลิตเหล็กอย่าง บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) (GSTEL) และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) (GJS) ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่จะผ่านเลยไปได้

สองบริษัทแม่-ลูกที่ตกระกำลำบาก ระหกระเหินกับปัญหาเรื่องการขาดทุนและหนี้เรื้อรังมานาน เพราะอุตสาหกรรมผลิตเหล็กระดับกลางน้ำซบเซา เพราะถูกเบียดขับจากคู่แข่งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศกว่า 1 ทศวรรษ มีโอกาสกลับมาทำกำไรเพื่อประคองตัวให้รอดต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องของ “ฟ้าลิขิต” อย่างเดียว แต่เกิดจาก “คนบัญชา” ด้วย

อย่างน้อย ได้ถอนหายใจพักเหนื่อยชั่วครู่…ก็ยังดี

เริ่มต้นกันที่ GSTEL อันเป็นบริษัทแม่ก่อน

ตัวเลขแสดงฐานะทางการเงินไตรมาสแรกของปี 2560 ที่GSTEL เปิดเผยออกมา (ดูตารางระกอบ) จะเห็นถึงการฟื้นตัวของรายได้ที่เติบโตชัดเจน แม้ว่ายอดขายเหล็กในเชิงปริมาณจะลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงราคาที่ฟื้นตัวโดดเด่นพอสมควร ลดแรงกดดันของการทุ่มตลาดของเหล็กราคาถูกจากจีน เพราะความร่วมมือระหว่างรัฐและกลุ่มผู้ผลิตเหล็กในประเทศในการปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญพื้นฐานของประเทศ

ประเด็นที่สำคัญมากขึ้น การบริหารจัดการเรื่องต้นทุนการจัดการผลิตมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ที่ทำให้มีกำไรต่อตันจากการผลิตคิดเป็นเงินสดมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับแผนการปรับลดต้นทุนทางธุรกิจที่รับปากกับรัฐบาล ถึงขั้นที่ต้องเลื่อนโครงการขยายกำลังการผลิตออกไปจากต้นปี เป็นปลายปี 2560 โดยยึดเรื่องของการลดต้นทุนเป็นหลัก

ส่วนที่ดูจะสำคัญที่สุด และเป็นตัวการทำให้กลับมาทำกำไรได้คือ การดำเนินการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่องผ่านวิธีการทางด้านการเงิน หรือวิศวกรรมการเงินในทุกรูปแบบ

กำไรพิเศษจากการบันทึกกลับของหนี้ในไตรมาสแรกของปีนี้ 1,386 ล้านบาท ของ GSTEL ก็เป็นผลพวงของความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ …แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของกำไรพิเศษ..

ข้อเท็จจริงนี้ หมายความว่า เมื่อใดที่ภาระหนี้ยังคงดำรงอยู่ GSTEL ก็ยังคงจะต้องมีวิบากกรรมให้แบกเป็นภาระต่อไป เสมือนเข็นก้อนหินขึ้นภูเขาไม่รู้จบ ….แบบตำนานของ ซิสซีฟัส ในเทพนิยายของกรีกโบราณ

หากย้อนดูภาระหนี้ของ GSTEL จะเห็นว่า ในบรรดาหนี้สินรวม 20,248.18 ล้านบาท เป็นหนี้ระยะยาวเพียงแค่ 3,402.02 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ 16,846.15 ล้านบาท เป็นหนี้ระยะสั้น ที่กดดันสภาพคล่องทางการเงินให้ต้องหาทางแก้ไข

หนี้ระยะสั้น หรือหนี้สินหมุนเวียน ที่เป็นหลักยามนี้คือ หนี้จากเจ้าหนี้อื่นและค่าใช้จ่ายค้างจ่าย  6,769.59 ล้านบาท และดอกเบี้ยค้างจ่ายอีก 4,629.40 ล้านบาท  รวมแล้วก็เป็นวงเงินมากถึง 11,398.99 ล้านบาท ซึ่งหากแก้ไขได้ จะทำให้ปลอดโปร่งโล่งเพดานเลยทีเดียว

หนี้ระยะสั้น เมื่อเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทที่มีอยู่เพียงแค่ 3,963.44 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสภาพคล่อง current  ratio ต่ำเพียงแค่ 0.23 เท่า….หืดขึ้นคอกันเลยล่ะ

การกลับมาทำกำไรสุทธิอีกครั้งในไตรมาสแรกปีนี้  แม้จะไม่มีใครรู้ว่ายาวนานแค่ไหน ที่จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นบวกมากขึ้น จากตัวเลขล่าสุด 12,831.16 ล้านบาท เทียบกับสิ้นงวดเมื่อธันวาคม  2559 ที่ระดับ 10,868.22  ล้านบาท ถือว่ามาถูกทางแล้ว

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า GSTEL จะยังไม่จ่ายปันผลอีกนาน เพราะยังมีขาดทุนสะสมรวมอยู่มากถึง 21,679.35 ล้านบาท แต่นักลงทุนก็รู้อีกว่า นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะราราหุ้นของ GSTEL ที่ต่ำติดพื้นที่ระดับ 0.30 บาทนั้น มีระดับการวิ่งที่สามารถทำกำไรระยะสั้นได้

จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลยที่วานนี้ ราคาหุ้นของ GSTEL จะกระโดดแรงตั้งแต่เปิดตลาด จนปิดที่ 0.34 บาท บวกไป 0.04 บาท เทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้า แล้วบวกไปถึง 13.33%

เล่นหุ้นราคาต่ำกว่า 1.00 บาท ทำกำไรวันเดียว 13% ใครที่ไม่ชอบ…ไม่บ้าก็เมา

พูดถึงแม่แล้ว จำต้องพูดถึงลูก GJS

การกลับมาทำกำไรสุทธิไตรมาสแรก  967.26 ล้านบาท จากรายได้รวม 4,297.66 ล้านบาท เกิดจากรายได้พิเศษที่บันทึกกำไรจากการที่เจ้าหนี้ลดหนี้ให้มากถึง 622.31 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 141.72 ล้านบาท ก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไป เพราะยังมีกำไรจากการดำเนินงานปกติเจือปนอยู่ด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างน้อยที่สุด กำไรต่อหุ้นที่กระโดดจากระยะเดียวกันปีก่อน ที่มีแค่ 0.012 บาท มาเป็น 0.09 บาท ก็ถือว่าสวยอร่ามตาขึ้นมาทันที

ราคาหุ้น GJS ที่กระโดดมาปิดที่ 0.34 บาท บวกไป 0.04 บาท หรือ 13.33% เท่ากับ GSTEL ทุกอย่าง จึงเป็นเรื่องที่ทำให้นักลงทุน “แมงเม่า” ทำใจเลือกยากพิลึกกันเลยทีเดียว

จะเลือกใครดีล่ะ…..แม่ก็เริ่มสวยมีน้ำมีนวล ลูกสาวก็ยิ่งเปล่งปลั่งน่าอุ้ม…

สงสัยงานนี้ จะต้องเทครัวซะแล้ว

“อิ อิ อิ”