
“ดาวโจนส์” ปิดพุ่งกว่า 800 จุด ขานรับอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
“ดาวโจนส์” ปิดพุ่งกว่า 800 จุด รับข่าวอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนุนความหวังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันศุกร์ (17 เม.ย.) แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. หลังนักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อการที่อิหร่านตัดสินใจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และมีความหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,447.43 จุด เพิ่มขึ้น 868.71 จุด หรือ +1.79%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,126.06 จุด เพิ่มขึ้น 84.78 จุด หรือ +1.20% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,468.48 จุด เพิ่มขึ้น 365.78 จุด หรือ +1.52%
ส่วนดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 13 ติดต่อกัน ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2535
ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 3.2%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 4.53% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 6.84%
ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความบน X ระบุว่า หลังมีข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติแล้ว
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าอาจมีการเจรจากันในช่วงสุดสัปดาห์นี้ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ และอาจบรรลุข้อตกลงสันติภาพในเร็ว ๆ นี้เพื่อยุติสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา
แม้ถ้อยแถลงจากทั้งสองฝ่ายยังสร้างความไม่แน่นอนว่าการขนส่งทางเรือจะกลับมาได้เร็วเพียงใด แต่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 11% ซึ่งช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก
ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง
ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P500 หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 2.9% ขณะที่หุ้น Exxon Mobil ร่วง 3.6% และหุ้น Chevron ลดลง 2.2%
โดยกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดคือกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2% ขณะที่หุ้นเรือสำราญนำการปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Royal Caribbean พุ่งขึ้น 7.3% และหุ้น Carnival พุ่งขึ้น 7%
ส่วนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสอง โดยเพิ่มขึ้น 1.8% และหุ้น United Airlines พุ่งขึ้น 7%
ด้านหุ้นที่ถ่วงดัชนี S&P500 มากที่สุดคือหุ้น Netflix ซึ่งร่วงลง 9.7% หลังคาดการณ์กำไรไตรมาสปัจจุบันต่ำกว่าคาด นอกจากนี้บริษัทยังประกาศการลาออกของ รีด เฮสติงส์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัทที่ดำรงตำแหน่งมานาน 29 ปี
ส่วนหุ้น Alcoa ปิดร่วงลง 6.8% หลังรายงานกำไรและรายได้ไตรมาสแรกต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ โดยระบุว่ามีต้นทุนสูงขึ้นและอุปสงค์อ่อนแอลง

