ที่เหลือของปี

ก็เป็นประเพณีทุกปีมา เมื่อวันที่ 16 กันยายนเวียนมา ข่าวหุ้นธุรกิจก็จะเปิดบ้านย่านถนนรัชดาภิเษกซอย 20 ต้อนรับมิตรสหายและผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย มาเยี่ยมเยือนส่งกำลังใจให้กันและกันเนื่องในโอกาสวันเกิด ครบรอบการก่อตั้ง ซึ่งปีนี้ ครบรอบ 24 ขวบปี

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

ก็เป็นประเพณีทุกปีมา เมื่อวันที่ 16 กันยายนเวียนมา ข่าวหุ้นธุรกิจก็จะเปิดบ้านย่านถนนรัชดาภิเษกซอย 20 ต้อนรับมิตรสหายและผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย มาเยี่ยมเยือนส่งกำลังใจให้กันและกันเนื่องในโอกาสวันเกิด ครบรอบการก่อตั้ง ซึ่งปีนี้ ครบรอบ 24 ขวบปี

16 กันยายนปีนี้ เผอิญตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งอาจจะไม่สะดวกนักในการไปมาหาสู่ ก็เลยจัดงานเอาในวันศุกร์ที่ 14 กันยายน ซึ่งเร็วกว่าวันเกิดจริงนิดหน่อย เนื่องจากสถานที่คับแคบ เราก็ใช้วิชาปรับพื้นที่ส่วนทำงานให้เป็นโถงรับแขก ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ เป็นเช่นนี้มาทุกปี แต่ก็มีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกันเสมอมา

ตลาดหุ้นปีนี้และภาวะการลงทุน ต้องยอมรับว่าลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่สู้จะดีเอาเสียเลย เราออกสตาร์ทต้นปีด้วยดัชนี 1,853 จุด หลุดระดับ 1,800 จุดอย่างถาวรมาตั้งแต่กลางเดือน เม.ย. และมีจุดต่ำสุดในรอบปีที่ 1,584 จุด ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. จากนั้นค่อยฟื้นตัวมาสู่ระดับ 1,700 จุด เป็นไซด์เวย์อัพ & ดาวน์ เดี๋ยวยืนเหนือ เดี๋ยวมุดใต้ 1,700 จุด เป็นที่น่าเบื่อหน่ายพอควร

จนกระทั่ง ตลาดเมื่อวานนี้ หลังจากได้สัญญาณที่แน่ชัดในเรื่องของกรอบเวลาการเลือกตั้ง จากการประกาศกฎหมาย 2 ฉบับในราชกิจจานุเบกษา ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาวันเดียวถึง 38 จุด จาก 1,679 จุด ขึ้นมายืนเหนือ 1,700 จุดที่ 1,717 จุดอีกครั้ง

มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 79,000 ล้านบาท ซึ่งนานมากแล้ว ที่ไม่ได้เห็นตัวเลขขนาดนี้ ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาร้อยละ 2.3 เป็นที่ 2 ของตลาดหุ้นในเอเซีย เป็นรองเพียงตลาดฮ่องกงที่ปรับตัวร้อยละ 2.54

หนทางข้างหน้า หรือช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณ 3 เดือนครึ่งของปี แนวโน้มน่าจะแจ่มใสดี!

โอกาสจะไปยืนระดับ 1,800 จุด มีความเป็นไปได้ และโอกาสที่จะประคองระดับ 1,700 จุด ก็ยิ่งมีมาก

ปัจจัยหลักมาจากการเมือง ที่มีความแน่ชัดในเรื่องของกรอบเวลาการเลือกตั้งมากขึ้น เพราะเป็นไปตามเงื่อนบังคับของกฎหมาย คือในช่วงเวลา 26 ก.พ. 2562 ขาดเกินไม่มาก มิได้ขึ้นต่อ “ดุลพินิจ” การตัดสินใจของผู้มีอำนาจ อันไม่แน่ไม่นอนอีกต่อไปแล้ว

ปัจจัยด้านบริษัทจดทะเบียน ก็ถือว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ยังอยู่ในเกณฑ์เติบโตที่ดีอยู่นะ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ผลประกอบการยังขยายตัวได้ในระดับ 6% และในช่วงครึ่งหลังของปี ก็ยังน่าจะรักษาระดับการขยายตัวได้อยู่

ปัจจัยด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบหนักต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั่วโลก ผมว่าในที่สุดแล้ว คงไม่เกิด เพราะเศรษฐกิจจีนใหญ่เกินกว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาบีบบังคับได้ ทุกอย่างคงต้องจบด้วยการเจรจาต่อรองบนโต๊ะ ซึ่งการเผชิญหน้าหรือการตอบโต้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน คงไม่เกิด

ปัญหาวิกฤตค่าเงิน ยังคงเกิดขึ้นในวงจำกัดในตุรกี อินเดีย และอินโดนีเซีย แต่ยังไม่มีลักษณะก่อผลกระทบลามเป็นวงกว้างเหมือนในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง

โอกาสจะเกิดวิกฤตค่าเงินบาท แทบไม่มี เนื่องจากการมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในระดับสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลในระดับสูงเช่นกัน นอกจากนั้น ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทแต่ประการใด ในช่วงที่บางประเทศประสบปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน แต่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นด้วยซ้ำ

ปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปี น่าจะมีอยู่เพียงประการเดียวที่สำคัญเท่านั้น นั่นคือ เงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากตลาด

ปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่คาดเดาได้ลำบาก คงไม่มีใครหรือเครื่องมือใดอาจทำนายได้แม่นยำแท้จริง

แต่การที่ปัจจัยทางการเมืองนิ่ง นั่นคือกรอบเวลาที่แน่นอนของการเลือกตั้ง นั่นก็เป็นปัจจัยลดความเสี่ยงในเรื่องของเงินทุนไหลออกไปในตัวเองแล้ว