ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด

“เดอะโชว์ มัสต์โกออน” หลังจากป.ป.ช.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีมติยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ


“เดอะโชว์ มัสต์โกออน” หลังจากป.ป.ช.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีมติยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้นในหจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น และแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่ให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลงแล้ว

ส่อเค้าไฟเขียวศักดิ์สยาม อาจจะได้รับการแต่งตั้งกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้

วันศุกร์ที่ 24 เม.ย.นี้ ป.ป.ช.ก็จะเข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อให้วินิจฉัยปมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงของ 44 อดีตส.ส.พรรคก้าวไกล ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็น “ดาบ 2” ต่อจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค (ยุคพิธา) 11 คนเป็นเวลา 10 ปี

น่าระทึก! เพราะใน 44 คน มีสส.ในพรรคปัจจุบันถึง 10 คน ล้วนเป็นสส.ในแถวนำของพรรคทั้งสิ้น ตั้งแต่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม ฯลฯ สส.แถวรองลงมาก็ยังมีความจัดเจนและประสบการณ์ ห่างจากแถวแรกอยู่มาก ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้านแน่นอน

คำสั่งศาลฯ ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ อาจออกได้ 2 แนวทาง 1)หากศาลรับคำร้อง ก็ยังออกได้ 2 หน้า คือ ศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เลย หรือรับคำร้อง แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งที่แล้วมา เมื่อมีการรับคำร้อง ศาลก็จะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์

2)ศาลอาจจะยกคำร้องไปเลยได้เหมือนกัน หากพิจารณาตามหลักกฎหมายสากลทั่วไปที่ยึดหลักว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด” อันเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกฎหมายอาญาทั่วโลก และบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 ความว่า…

บุคคลจะรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดในขณะนั้น

ความตามวรรค 2 ยังบอกอีกว่า แม้มีบทบัญญัติในภายหลังว่าการกระทำเช่นนั้น ไม่เป็นความผิด ก็ให้ผู้กระทำความผิดเช่นนั้นพ้นผิดไป และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาเป็นผู้กระทำความผิด หรือหากรับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง

คำสั่งตัดสิทธิทางการเมืองก็น่าจะเทียบเคียงได้กับการลงโทษจำคุกทางการเมืองในทางอาญาได้เช่นกัน

บูรพาจารย์ทางกฎหมายทั้งหลายพร่ำสอนกันแต่โบราณกาลนานมาว่า หากบุคคลได้รู้ว่าการกระทำเช่นนั้น มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ก็อาจจะเกิดความหวาดกลัว หรือยับยั้งชั่งใจ ไม่กระทำการใดที่เป็นความผิดนั้น

ถามว่า ตอนที่ 44 สส.พรรคประชาชนร่วมกันลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 น่ะ มีกฎหมายใดบัญญัติไว้หรือเปล่าว่า ห้ามแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ 

หรือถามอีกว่า ตอน 44 สส.พรรคประชาชนร่วมลงชื่อแก้ไขป.อาญามาตรา 112 มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า เป็นการ “กร่อนเซาะบ่อนทำลาย” การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

คำตอบก็คือ “เปล่าเลย” ทั้ง 2 กรณี นอกจากนี้ ร่างแก้ไขม. 112 ดังกล่าว ก็ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าวาระการประชุมสภาฯ ด้วยซ้ำ จะบอกว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ก็คงไม่ได้

นี่คือหลักยืนยัน “บุคคลจะรับโทษทางอาญา ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดในขณะนั้น” และ “โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด ก็ต้องเป็นโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายเท่านั้น”

นอกจากนี้ การเสนอแก้ไขกฎหมายของสส. เป็นอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติโดยชอบมิใช่หรือ? หากรู้ว่ามีความผิด ก็อาจยับยั้งชั่งใจ หรือหวาดกลัว ไม่กล้าเสนอแก้ไข ดังเช่นที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบันก็ได้

ป.ป.ช.คงคิดถึงหลักความยุติรรมในเรื่องนี้ไม่เป็น นอกจากคิดถึงแต่ความอยู่รอดส่วนบุคคล ทั้งที่ขัดหรือแย้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

Back to top button