พาราสาวะถี

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยกับคำพูดของ “บิ๊กแดง” พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกที่ว่า “ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีรัฐประหาร หวังใจเป็นอย่างยิ่งเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก” เพราะนี่เป็นสูตรสำเร็จของผู้นำเหล่าทัพที่จะต้องอ้างหลักการและเหตุผล แต่พึงจำไว้เสมอเรื่องทฤษฎีตรงข้าม อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


อรชุน

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยกับคำพูดของ “บิ๊กแดง” พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกที่ว่า “ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีรัฐประหาร หวังใจเป็นอย่างยิ่งเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก” เพราะนี่เป็นสูตรสำเร็จของผู้นำเหล่าทัพที่จะต้องอ้างหลักการและเหตุผล แต่พึงจำไว้เสมอเรื่องทฤษฎีตรงข้าม อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ถามว่าปัจจัยการเมืองจลาจลนั้น เริ่มต้นมาจากจุดใด นักการเมืองเป็นสาเหตุสำคัญใช่หรือไม่ ใช่และถูกแค่ส่วนหนึ่ง นักการเมืองโดยเฉพาะซีกการเมืองอย่างเพื่อไทยถือเป็นหัวเชื้อของการจุดชนวนให้เกิดการเคลื่อนไหวก่อนการรัฐประหารทั้ง 2 รอบ แต่หากตรวจสอบกันให้ลึกซึ้ง ถ้าปล่อยให้การเมืองแก้ไขตามวิถี โดยไม่มีพวกหนึ่งฝ่ายใดเล่นไม่ซื่อ คำถามก็คือสถานการณ์มันจำเป็นถึงขั้นที่เผด็จการจะต้องออกมาครองเมืองหรือไม่

สิ่งที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองสงสัยและน่าจะเป็นการเฉลยการจลาจลตามคำพูดของผบ.ทบ.ก็คือ ความในใจของ นคร มาฉิม ที่เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กเมื่อไม่นานมานี้เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังของการล้มระบอบทักษิณ การสร้างวิกฤติเทียมเพื่อเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การจัดระเบียบการเมือง ที่อ้างเรื่องการปฏิรูปจนกระทั่งไปถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอย่างที่เห็น

เป็นอย่างที่ จาตุรนต์ ฉายแสง ตั้งข้อสังเกต การพูดตีขลุมว่าปัญหาความวุ่นวายเกิดจากนักการเมืองก็เป็นการแสดงความเห็นได้ แต่ถ้าคนอื่นหรือนักการเมืองมีความเห็นบ้างว่าความไม่สงบหรือความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เกิดจากการสมคบกันของหลายฝ่าย รวมทั้งผู้นำกองทัพก็มีส่วนร่วมด้วย ส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวาย และไม่ช่วยรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ผู้นำกองทัพเองทำการรัฐประหาร ตนมีความเห็นอย่างนี้ผบ.ทบ.จะว่าอย่างไร

ความจริงหากไม่นับรวมความเห็นของบิ๊กแดงล่าสุด อาจจะเรียกได้ว่าบรรดาผบ.ทบ.ที่มาจากสายบูรพาพยัคฆ์ โดยเฉพาะ 3 พี่น้องที่นั่งบริหารบ้านเมืองอยู่เวลานี้ ต่างก็ล้วนมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับประชาธิปไตยและนักการเมืองทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ “พี่ใหญ่” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ก้าวไปรับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเทพประทานซึ่งไปตั้งกันในค่ายทหาร ครั้งนั้นก็เป็นการปล้นอำนาจจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่อย่างหน้าตาเฉย

ถัดมา “พี่รอง” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ยุคที่กุมบังเหียนกองทัพบก มีม็อบมาไล่รัฐบาลจากพรรคพลังประชาชน แทนที่จะเป็นผู้ช่วยรัฐบาลในการจัดระเบียบและสร้างความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมือง เจ้าตัวกลับเรียกร้องให้ผู้นำเวลานั้นลาออกจากตำแหน่ง นั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงภาวะที่อยู่ในจิตใจหรืออาจจะเรียกว่าอคติที่มีต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน

ส่วน “น้องเล็ก” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องพูดถึง ในฐานะหัวหน้าคณะเผด็จการคสช. ภาพก็บ่งบอกอย่างชัดเจน และตลอดระยะเวลาตั้งแต่ยึดอำนาจก็กล่าวหานักการเมืองชั่วนักการเมืองเลวมาตลอด เพิ่งมาปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นมิตรกับนักการเมืองเมื่อตัวเองแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะสืบทอดอำนาจนี่เอง รวมไปถึงนอมินีที่ไปตั้งพรรคการเมืองก็เดินสายดูดนักการเมืองมาเข้าคอกกันเป็นว่าเล่น

ด้วยเหตุนี้ จึงน่าคิดอยู่เหมือนกันว่าหากความหมายของนักการเมืองในสายตาบิ๊กแดงจะรวมไปถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบันด้วย ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณเตือนไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า หากพวกพี่ ๆ ดีไม่พอหรือเข้าสู่อำนาจแล้วเกิดปัญหาในภายหลัง ผมก็จำเป็นที่จะต้องเล่นบทโหดด้วยการก่อรัฐประหาร แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการจะทำการรัฐประหารด้วยกฎหมายไว้ชั้นหนึ่งแล้วก็ตาม

จะว่าไปแล้ว จากการที่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแห่งอำนาจเพื่อที่จะสืบทอดอำนาจ หลาย ๆ เหตุการณ์ทำให้เราได้เห็นอาการย้อนแย้งอย่างหน้าด้าน ๆ ของผู้ที่ยกหางท่านผู้นำ โดยไม่คำนึงถึงว่าประกาศหรือคำสั่งต่าง ๆ ที่ตัวเองตั้งการ์ดห้ามไม่ให้นักการเมืองทำนั้น มันล้วนสวนทางกับสิ่งที่พรรคพวกของตัวเองกำลังทำกันอย่างเอิกเกริกเวลานี้

เหมือนกรณีการใช้โซเชียลมีเดียทุกช่องทางของท่านผู้นำที่ล่าสุด พี่รองออกมาบอกว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของนายกฯไม่ได้เป็นการเอาเปรียบนักการเมืองแต่อย่างใด ขณะที่เมื่อย้อนกลับไปดูคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2561 กลับห้ามพรรคการเมืองอื่น ๆ หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย เช่นนี้แล้วมันจะทำให้คนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมันจะเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมได้อย่างไร ส่วนใครที่จะไปเรียกร้องการแสดงบทบาทนำขององค์กรอิสระอย่างกกต. บอกได้คำเดียวว่า “หวังยาก”

ขณะที่เรื่องพลังดูด การออกมาปูดข้อมูลล่าสุดของ บุญยอด สุขถิ่นไทย อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ว่าด้วยตัวเลข 30-40-50 ล้านบาท แยกตามเกรดของอดีตส.ส. ตรงนี้ทางฝั่งผู้มีอำนาจจะต้องชี้แจง และหวังว่าคงจะไม่ไปเที่ยวเรียกหาใบเสร็จ เพราะกรณีนี้เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่เฉพาะเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนเท่านั้น แต่รวมไปถึงการใช้เรื่องของคดีความมาเป็นเครื่องมือกดดันด้วย กรณีสองลูกชาย “กำนันเซี้ยะ” ประชา โพธิพิพิธ อดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งกาญจนบุรี น่าจะเป็นคำตอบที่เด่นชัด

ส่งสัญญาณกันเป็นระยะ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกกำลังเร่งสางงานที่คั่งค้าง เพื่อที่จะได้ไปทำงานการเมืองกับพลังประชารัฐเต็มตัว พร้อมแบไต๋รัฐมนตรีทั้ง 4 คนที่มีไปนั่งบริหารพรรคการเมืองดังว่า จะลาออกพร้อมกันเร็ว ๆ นี้ วางไทม์ไลน์ไว้ 3 ช่วง หลังกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มีผลบังคับใช้ หลังประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และหลังจากกกต.รับรองสถานะความเป็นพรรคของพลังประชารัฐแล้ว ถ้าต้องการสร้างบรรทัดฐานเงื่อนเวลาหลังน่าจะดูดีที่สุด

Back to top button