KTAM ออกตราสารหนี้ตปท. 2 กอง ขายถึง 29 ม.ค.

KTAM ออกตราสารหนี้ตปท. 2 กอง ขายถึง 29 ม.ค.นี้

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจำหน่าย 2 กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน ประกอบด้วย กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 213 (KTFF213) อายุโครงการ 3 เดือน และกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 208( KTFF208) อายุโครงการ 12 เดือน เสนอขายตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 29 ม.ค.62

โดยกองทุน KTFF213  อายุโครงการ 3 เดือน เน้นลงทุนในเงินฝากประจำ Agricultural  Bank China, Bank of China, Bank of Communications, Qatar Natrional Bank, AL Khalij Commercial Bank, AL Ahli bank และ Comercial Bank PQSC  ผลตอบแทนประมาณ 1.60%ต่อปี ส่วนกองทุน KTFF 208 อายุโครงการ 12 เดือน  เน้นลงทุนใน Union National Bank  Abu Dhab , AL Khalij Commercial  Bank , AL Ahai Bank  , Commercail Bank PQSC  และ MTN  ของ Mashreq Bank ผลตอบแทนประมาณ 2.00% ต่อปี

สำหรับในปี 62 อัตราดอกเบี้ยในประเทศ มีแนวโน้มขยับตัวขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก แต่ความถี่ของการขยับขึ้นลดลงตามชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อ และความกังวลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่มีความเสี่ยงจะถูกกระทบจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงความไม่แน่นอนอื่นจากปัจจัยต่างประเทศ

ขณะที่ผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางการขยายตัวเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยโลก  อย่างไรก็ตามมองว่า อัตราผลตอบแทนในต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นได้เร็วกว่าตราสารหนี้ในประเทศ  ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกภายใต้แรงกดดันจากความเสี่ยงสำคัญกรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ส่วนความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อยังคงได้รับแรงกดดันหลักจากทิศทางของราคาน้ำมัน ซึ่งบริษัทคิดว่าในปีนี้ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากจากปีก่อน จึงเป็นผลดีต่อการลงทุนในตราสารหนี้ในภาพรวม

ด้านปัจจัยด้านการใช้นโยบายการเงินคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งไทยและสหรัฐฯ แม้จะเป็นช่วงขาขึ้น แต่ความถี่ในการขยับขึ้นคงมีไม่มาก  มีผลต่อความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และปัจจัยทางด้านนโยบายการคลังในประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การระดมทุนในรูปแบบต่างๆ ภายในประเทศมีผลต่อสภาพคล่องทางการเงินในระบบ แต่ยังคงต้องติดตามความต่อเนื่องของนโยบายการลงทุนภาครัฐหลังการได้รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งเป็นหลัก

ส่วนค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากปีที่แล้ว หรืออาจอยู่ในระดับใกล้เคียงสิ้นปี 61 ที่ประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สาเหตุหลักจากไทยยังคงเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดจากมูลค่าการส่งออกและรายได้การท่องเที่ยว