NER บวก 3% โบรกฯมองกำไรปี 62-63 โตกระโดด รับกำลังผลิตพุ่ง-อุตฯยางพาราฟื้น

NER บวก 3% โบรกฯมองกำไรปี 62-63 โตกระโดด รับกำลังผลิตพุ่ง-อุตฯยางพาราฟื้น ล่าสุด ณ เวลา 11.48 น. อยู่ที่ 2.56 น. [;d 0.08 บาท หรือ 3.23% สูงสุดที่ 2.58 บาท ต่ำสุดที่ 2.48 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 77.35 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ล่าสุด ณ เวลา 11.48 น. อยู่ที่ 2.56 น. [;d 0.08 บาท หรือ 3.23% สูงสุดที่ 2.58 บาท ต่ำสุดที่ 2.48 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 77.35 ล้านบาท

ด้าน บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น NER ประเมินราคาเป้าหมาย 3.32 บาท/หุ้นดยมองว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยางพารามีแนวโน้มดี บริษัทประเมินทิศทางราคายางพาราในปี 62 เฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับราว 50 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 14.7% เมื่อเทียบจากปีก่อน เนื่องจากสินค้าเริ่มขาดตลาด ประกอบกับประเด็นการเลือกตั้งหนุน ซึ่งการที่ราคายางพาราเริ่มปรับตัวขึ้น จะเป็นผลบวกต่อบริษัทฯ ทำให้ลูกค้าหันมาเร่งตุนสต็อกสินค้ามากขึ้น และทำให้ปริมาณการขายปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้คาดรายได้และกำไรปี 62 ราว 11,544 ล้านบาท โต 14.8% เทียบจากปีก่อน และโต 569.4 ล้านบาท โต 17% เมื่อเทียจาปีก่อน ตามลำดับ จากสมมติฐานการปรับตัวเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตรวม (Capacity) ในปี 62 อยู่ที่ราว 292,800 ตัน จากการเพิ่มสายการผลิตยาง RSS-Compound ที่มี Capacity 60,000 ตัน/ปี พร้อมกับคาดการณ์ %U.Rate สำหรับสายการผลิตดังกล่าวในปี 62 ราว 50%

โดยภาพรวมในปี 62 คาด Utilization รวมทุกสายการผลิตราว 230,880 พันตัน หรือคิดเป็น %U.Rate ราว 75% ขณะที่คาด %GPM และ %SG&A จะทรงตัวจากปี 61 ที่ราว 10.4% และ 3.3% ตามลำดับ จากกลยุทธ์การขายสินค้าแบบ Order Matching โดยบริษัทฯจะขายสินค้าในปริมาณที่ใกล้เคียงกับปริมาณที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามาในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคายางพารา

ส่วนกำไรปี 63 คาดเติบโตสูง 35.3% เทียบจากปีก่อน จากโรงงานใหม่เริ่มผลิต คาดรายได้และกำไรงวดปี 63 ราว 16,464 ล้านบาท โต 42.6% เทียบจากปีก่อน และ 770.35 ล้านบาท โต 35% เทียบจากปีก่อน ตามลำดับ โดยในปี 63 มีปัจจัยเร่งการเติบโต คือ โรงงานแห่งใหม่ มูลค่าการลงทุนกว่า 456 ล้านบาท ในสายการผลิตยาง STR-Mixtures ซึ่งเพิ่มกำลังการผลิตถึง 172,800 ตัน หรือคิดเป็น 1.6 เท่าจากกำลังผลิตในปี 62

โดยความคืบหน้าโรงงานแห่งใหม่ล่าสุด บริษัทฯได้ถมที่ดินเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมดำเนินการช่วงต้นเดือน ม.ค. 63 ส่งผลให้กำลังผลิตรวมปี 63 เพิ่มขึ้นเป็น 465,600 ตัน โดยเราคาด Utilization รวมทุกสายการผลิตราว 329,280 ตัน หรือคิดเป็น %U.Rate ราว 74% พร้อมคงสมมติฐาน %GPM ใกล้เคียงปี 61 และ 62 ที่ราว 10.4% ส่วน %SG&A คาดว่าจะปรับตัวขึ้นมาที่ระดับราว 3.7% จากการเริ่มรับรู้ค่าเสื่อมโรงงานแห่งใหม่

คำค้น