ประวัติศาสตร์ประชาชน

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งสกัดพรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร จึงออกแบบมา ไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำเหมือนเช่นพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทยในอดีตอีก

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์                              

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งสกัดพรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร จึงออกแบบมา ไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำเหมือนเช่นพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทยในอดีตอีก

จึงได้เกิดระบบเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน ไม่มีแห่งใดในโลกเหมือน มีแต่ที่นี่! ไทยแลนด์ประเทศเดียว ที่เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” นั่นคือ กาได้เบอร์เดียว ทั้งคนทั้งพรรค และเอาคะแนนทั้งหมดที่พรรคได้รับ มาคิด “จำนวนส.ส.อันพึงมี” ตามสูตรคณิตศาสตร์พิเศษอีกทีหนึ่ง

สูตรนี้ก็คือ เอาจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง หารด้วยจำนวนส.ส. 500 คน ก็จะได้เกณฑ์คะแนนส.ส. 1 คน เช่นถ้าเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยออกมา 8 หมื่นคะแนน พรรคนั้นเกิดได้รับเลือกมา 8 ล้านคน ก็จะได้จำนวนส.ส.อันพึงมี 100 คน

หากเกิดพรรคนั้นได้ส.ส.เขตมา 80 คนแล้ว ก็จะเหลือที่นั่งให้ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อแค่ 20 หรือหากได้ส.ส.เขตมา 90 คน ก็จะเหลือที่นั่งส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 10 คนเท่านั้น

ระบบนี้ หากได้ส.ส.เขตมาก ก็จะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อย และในทางกลบกัน หากได้ส.ส.เขตน้อย ก็มีโอกาสจะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อมาก

คุณใบตองแห้ง เขียนไว้ในคอลัมน์พื้นที่ตรงนี้เมื่อ 2 วันก่อนว่า โอกาสที่พรรคจะไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อเลยก็มี หากได้ส.ส.เขตเข้ามาจำนวนมาก เช่นสูตร 8 หมื่นคะแนน : ส.ส. 1 คน หากได้เสียงเลือกตั้งมา 8 ล้านคะแนน ก็จะได้จำนวนส.ส.ที่พรรคพึงมี 100 คน

แต่หากพรรคนั้นได้ส.ส.เขตมาแล้ว 101 คนขึ้นไป พรรคนั้นก็จะไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียวเลย

เห็นปรากฏการณ์วันเลือกตั้งล่วงหน้า ประชาชนที่ห่างหายจากการเลือกตั้งมา 8 ปี แห่แหนกันไปใช้สิทธิเนืองแน่นถึงร้อยละ 87 สำหรับการเลือกตั้งวันจริง 24 มีนาฯนี้ ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 80%

จากผู้มีสิทธิทั้งสิ้น 51.41 ล้านคน ถ้ามาใช้สิทธิ 80% จะเท่ากับ 41.13 ล้านคน เอา 500 คนหารออกมา ก็จะเป็นตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 82,000 คะแนน จะได้ส.ส. 1 คนครับ

พรรคอนาคตใหม่ที่ขี่กระแสแรงที่สุดตอนนี้ และคาดหมายว่าจะได้ส.ส.เขตน้อย เนื่องจากไม่พึ่งพา “ระบบหัวคะแนน” เลย หากได้คนเลือกเข้ามาสัก 5 ล้านคน ก็มีสิทธิจะได้ส.ส.ถึง 60 คนได้เหมือนกัน

ส่วนพรรคใหญ่ 3 พรรค คือ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ และพรรคระดับกลางอย่างภูมิใจไทย ก็คงจะไม่ได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำสักเท่าไหร่

พรรคเพื่อไทยอาจจะมาที่ 1 แต่จะมีปัญหาจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคพันธมิตรที่ไม่เอาการสืบทอดอำนาจเผด็จการ อาทิ อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ และพรรคสกุล “เพื่อ” ทั้งหลายซึ่งต้องรวมให้ได้เกิน 376 เสียง เพราะมีเสียงส.ว. 250 คน คอยยกมือสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว

กับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นไม้เบื่อไม้เบากันมา ยากจะจับมือกันได้ โอกาสจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นไปได้ยากมากถึงยากที่สุด แต่มีโอกาสจะเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร

พรรคที่มีโอกาสมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล ก็น่าจะเป็นพลังประชารัฐ และพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะอย่างที่รู้กันนั่นแหละว่า “รัฐธรรมนูญนี้ ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” นอกจากนั้นก็ยังแคล้วคลาดปลอดภัยจากคมเขี้ยวทางกฎหมายขององค์กรอิสระทั้งปวง

แม้ปมพล..ประยุทธ์เป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” อันเป็นลักษณะต้องห้ามการตอบรับคำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ กกต.ก็ยังตัดสินขัดกับแนวทางคำพิพากษาฎีกาว่า หัวหน้าคสช.หรือพล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเลย

พลังประชารัฐ ขอได้ส.ส.เป็นที่ 2 แต่อย่าหล่นเป็นที่ 3 ก็แล้วกัน เกมอาจจะพลิกมาทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เหมือนกันแม้จะมีเปอร์เซ็นต์น้อยที่สุดก็ตาม

ก็น่าลุ้นติดตามผลกันต่อไปนะครับ 24 มีนาคม 2562 ถือเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ประชาชนวันหนึ่ง

ขอให้ก้าวเดินสู่คูหาเลือกตั้งเพื่อร่วมส่วนประวัติศาสตร์ประชาชนกันให้ถล่มทลาย