ROJNA แนวโน้มกำไร Q1/62 สดใส

มีการวิเคราะห์ว่า ROJNA จะสามารถทำกำไรหลักเพิ่มขึ้น ใน Q1/62 และในไตรมาสถัดไปตามลำดับ รับผลดีจากการเลือกตั้ง และมีโอกาสที่นักลงทุนจะย้ายฐานผลิตมาในไทย

คุณค่าบริษัท

มีการวิเคราะห์กันว่า ทางด้าน บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA จะสามารถทำกำไรหลักในช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 ราว 151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 64% จากไตรมาสก่อน ตามลำดับ

ผลพวงจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนิคมฯ มากถึง 150 ไร่ คิดเป็นรายได้ 469 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 197% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน ตามลำดับ สืบเนื่องจากในช่วงปลายปี 2561 กลุ่มบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ถึง 549 ไร่ แต่ในประมาณการทั้งปี 2562 มีสมมติฐานที่อนุรักษนิยมกว่าให้มีการโอนได้ 342 ไร่

อีกทั้งหากพิจารณากำไรสุทธิไตรมาส 1/2562 คาดว่าจะยิ่งมีการเติบโตดีเป็น 451 ล้านบาท โตเพิ่มถึง 196% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อน ตามลำดับ ผลพวงจากบริษัทที่เข้าไปลงทุนคือ GULF มีราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบทะยาน 17% ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นไตรมาส 1/2562 เป็น 95.50 บาท ส่งผลให้คาดการณ์กำไรพิเศษที่บันทึกสูงเป็น 300 ล้านบาท โดย ROJNA มีหุ้น GULF อยู่ในจำนวน 20 ล้านหุ้น อีกทั้งเงินบาทที่แข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐระหว่างไตรมาส คาดว่ามีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนไปยังต่างประเทศด้วย เช่น กองทุนเฟรเซอร์ (FPL)

อย่างไรก็ตาม ทาง บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส จะติดตามผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2562 อีกครั้ง เพราะคาดการณ์กำไรสุทธิเป็นสัดส่วนถึง 53% จากประมาณการทั้งปี 2562 แล้ว จึงถือเป็นส่วนเพิ่ม (Upside Risk) ที่อาจจะมีการปรับประมาณการให้ดีขึ้นต่อไป หากซื้อหุ้นในวันนี้ก็จะรับเงินปันผลงวดสุดท้ายปี 2561 ทันที 0.20 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนดี 3.9% XD 3 พ.ค. 2562 จ่ายปันผล 23 พ.ค. 2562 ด้านคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปีนี้และปี 2563 คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี เป็น 5.8% และ 6.6% ตามลำดับ

นอกจากนี้ คาดว่า ROJNA จะได้ประโยชน์จากเลือกตั้งในปีนี้ ทำให้นักลงทุนต่างประเทศมีความมั่นใจมาลงทุนในไทย อีกทั้งอาจจะมีการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทย หลบหลีกภาษีนำเข้าที่สูงจากสหรัฐฯ ปัจจุบันมีนิคมฯ ในเขต EEC คือ ระยองและชลบุรี ราว 3,000 ไร่ จุดเด่นคือ บริษัทมีรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าที่มีความมั่นคงในสัดส่วนราว 80% จากรายได้ทั้งหมด มีโอกาสได้ต่ออายุโรงไฟฟ้า SPP ที่มีอยู่และประมูลโรงไฟฟ้าได้เพิ่มในอนาคต ตามแผนการรับซื้อไฟฟ้า (PDP) ใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนมาก

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานเป็น 6.12 บาท

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

  1. NIPPON STEEL & SUMIKIN BUSSAN CORPORATION 418,960,446 หุ้น 20.74%
  2. นายชาย วินิชบุตร 303,154,145 หุ้น 15%
  3. นายดิเรก วินิชบุตร 167,863,908 หุ้น 8.31%
  4. บริษัท มาซาฮิโร พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 162,388,337 หุ้น 8.04%
  5. SMK ASIA LTD 134,467,593 หุ้น 6.66%

รายชื่อกรรมการ

  1. นายพงษ์ศักดิ์ อังสุพันธุ์ ประธานกรรมการบริษัท, กรรมการอิสระ
  2. นายดิเรก วินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ
  3. นายจิระพงษ์ วินิชบุตร กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ
  4. นายชาย วินิชบุตร กรรมการ
  5. นายยาซูชิ ทาเคซาว่า กรรมการ