กฎหมายเป็นเครื่องมือ

“ผู้กองปูเค็ม” นักต่อต้านระบอบทักษิณ ไปยื่น กกต.ตรวจสอบผู้สมัคร ส.ส. 6 พรรค 32 คน ฐานถือหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน แม้บางแห่งเป็นบริษัทร้าง แต่ยังไม่จดทะเบียนเลิกกิจการ ก็ขัดรัฐธรรมนูญอยู่ดี

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

“ผู้กองปูเค็ม” นักต่อต้านระบอบทักษิณ ไปยื่น กกต.ตรวจสอบผู้สมัคร ส.ส. 6 พรรค 32 คน ฐานถือหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน แม้บางแห่งเป็นบริษัทร้าง แต่ยังไม่จดทะเบียนเลิกกิจการ ก็ขัดรัฐธรรมนูญอยู่ดี

ทั้งนี้ ผู้กองปูเค็มบอกว่าถ้า 32 คนโดนเพิกถอนสิทธิ จะทำให้คะแนน 6 พรรคหายไป 286,805 คะแนน ทำให้จำนวน ส.ส.หายไป 9 คน ไม่ใช่เสียงข้างมากที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้

หรือพูดง่าย ๆ พรรคพลังประชารัฐจะได้ตั้งรัฐบาล ชูประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไปโดยสะดวก

รัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ห้ามผู้สมัครเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นกิจการสื่อ ก็ด้วยเจตนารมณ์ไม่ต้องการให้ใช้สื่อในมือเอาเปรียบผู้อื่น ถามว่า 32 คนนี้ใช้สื่อเอาเปรียบใครหรือไม่ ก็น่าจะไม่ เพราะผู้กองปูเค็มบอกเองว่าบางแห่งเป็นบริษัทร้าง

ยิ่งถ้าดูกรณีผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่สกลนคร ถูกเพิกถอนสิทธิ ยิ่งชัดเจนว่าความเป็นจริงเขาไม่มีสื่อในมือเลย เป็นแค่ หจก.รับเหมาก่อสร้าง แต่ตอนจดทะเบียนใช้แบบฟอร์มเหมารวม 43 ข้อ ข้อหนึ่งมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์อยู่ด้วย จึงถูกชี้ว่าเป็นหุ้นสื่อ ทั้งที่ตัวเองไม่เคยเป็นสื่อ ไม่เคยมีสื่อ เพิ่งรู้ว่าถือหุ้นสื่อตามตัวอักษร ตอนสมัคร ส.ส.นี่เอง

แน่ละ นักกฎหมายก็จะบอกว่า ทุกคนต้องรู้กฎหมาย อ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ แล้วคนที่รู้กฎหมายทำอย่างไร ก็ให้คนอื่นเป็นนอมินี แล้วส่งเมียลงสมัคร ส.ส. พร้อมกับใช้สื่อในมือ ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ โจมตีให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม

อย่างนี้ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไหม ต้องถามประธาน กรธ. ซึ่งก็เคยเป็นประธานบริษัทสื่อ

พอเห็นช่องว่ามาตรานี้สามารถใช้เล่นงานคู่แข่ง หรือพรรคที่ตนไม่ชอบหน้า พวกที่อ้างว่าต้านนักการเมืองโกง ต้านการเมืองสกปรก ก็ไปไล่ขุดขึ้นมา ให้ความสำคัญยิ่งกว่าการซื้อเสียง การใช้อำนาจ อิทธิพล กลเกมสกปรก ซึ่งไปถามประชาชนในชนบทได้ พรรคไหนทำมากที่สุด

ยิ่งไปขุดเจอข้อสงสัยว่าหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้โอนหุ้นสื่อก่อนสมัคร ก็ดีใจเหมือนได้แก้ว จะได้ตัดสิทธิผู้นำคนรุ่นใหม่ ไม่ให้เข้าสภา ถามว่าหุ้นสื่อนั้นคืออะไร หุ้นนิตยสารซึ่งปิดตัวไปแล้ว ธนาธรใช้เอาเปรียบใครหรือไม่ ก็เปล่าเลย เพราะธนาธรใช้สื่อของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก

แต่ทำราวกับเรื่องคอขาดบาดตาย ความผิดร้ายแรง ในขณะที่แคนดิเดตของพรรคไหน ใช้สื่อของรัฐ ใช้อำนาจรัฐ งบประมาณรัฐ หาเสียงแบบหน้าไม่อาย

นี่หรือคือกฎหมาย นึกถึงหลังรัฐประหาร 2549 คตส.ดีใจราวได้แก้ว ตอนพบว่าทักษิณเซ็นยินยอมให้ภริยาประมูลซื้อที่ดินกองทุนฟื้นฟู เป็นหลักฐานว่าทักษิณโกงหรือ ก็ไม่ใช่ แค่ได้เอาผิดฐานฝ่าฝืนข้อห้าม ตามมาตรา 100 กฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งท้ายที่สุดศาลมีมติ 5-4 ไม่ทุจริตแต่ติดคุก

ถามว่าประชาชนยอมรับไหม “ไม่ทุจริตแต่ผิดกฎหมาย” วิกฤติ 13 ปีน่าจะตอบได้

นี่ไม่ต่างอะไรกับการเขียนรัฐธรรมนูญ ให้มี 250 ส.ว.ตั้งเอง โหวตเลือกนายกฯ แล้วบอกว่าเป็นกติกา ยอมรับความจริงเสียเถอะว่า ฝ่ายหนึ่งต้องใช้ถึง 376 ส.ส. จึงจะได้เป็นนายกฯ อีกฝ่ายหนึ่งใช้แค่ 126 ส.ส. มีประชาชนยอมรับแค่ 1 ใน 4 ก็ไปบวก 250 ส.ว.เป็นนายกฯ ต่อสบาย ๆ

ครั้นใครแย้งว่ากฎกติกานี้ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็อ้างว่าผ่านประชามติ 16.7 ล้านเสียง อย่าแพ้แล้วพาล