
สหรัฐ เปิดฉากปิดล้อม “ท่าเรืออิหร่าน” ในฮอร์มุซ เสี่ยงจุดชนวนหยุดยิงพัง
สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยกระดับความตึงเครียดอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านภายหลังการเจรจาสันติภาพล้มเหลว ขณะที่ทรัมป์ส่งสัญญาณแข็งกร้าวเตือนเรืออิหร่านที่เข้าใกล้พื้นที่ปิดล้อมอาจถูกตอบโต้ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่เวลา 10:00 น. ตามเวลาภาคตะวันออกของสหรัฐฯ ในวันจันทร์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างวอชิงตันและเตหะรานล้มเหลวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า แผนที่แสดงตำแหน่งเรือของสหรัฐฯ ในภูมิภาคดังกล่าวพบว่า มีเรือสหรัฐฯ อย่างน้อย 17 ลำประจำการอยู่ในพื้นที่เมื่อเช้าวันจันทร์ สะท้อนการยกระดับกำลังทางทหารเพื่อสนับสนุนมาตรการปิดล้อมดังกล่าว
ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ประกาศแผนการบังคับใช้มาตรการปิดล้อมเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ ผ่านประกาศแจ้งเตือนไปยังผู้เดินเรือ โดยระบุว่า “เรือลำใดก็ตามที่เข้าหรือออกจากพื้นที่ปิดล้อมโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจถูกสกัดกั้น เปลี่ยนเส้นทาง และจับกุม”
ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วยถ้อยคำแข็งกร้าว โดยระบุว่า กองทัพเรืออิหร่าน “กำลังนอนอยู่ก้นทะเล” และถูกทำลายไปแล้ว 158 ลำ ส่วนที่ยังไม่ได้โจมตีคือเรือจำนวนน้อยที่เรียกว่า “เรือโจมตีเร็ว” เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ได้มองว่าเป็นภัยคุกคามมากนัก
ทรัมป์ยังเตือนเพิ่มเติมว่า หากเรือดังกล่าวของอิหร่านเข้ามาใกล้พื้นที่ปิดล้อมของสหรัฐฯ เมื่อใด จะถูกกำจัดทันที พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรการเดียวกับที่ใช้ปราบปรามขบวนการลักลอบขนยาเสพติดทางทะเล ซึ่งเขาระบุว่าเป็นวิธีการที่รวดเร็วและเด็ดขาด นอกจากนี้ยังกล่าวอ้างด้วยว่า ยาเสพติดที่เข้าสู่สหรัฐฯ ทางมหาสมุทรหรือทางทะเลถึง 98.2% ถูกสกัดกั้นไว้ได้แล้ว

อย่างไรก็ดี ฝ่ายอิหร่านได้ออกมาประณามมาตรการปิดล้อมดังกล่าวว่าเป็น “การโจรสลัด” และให้คำมั่นว่าจะตอบโต้ด้วยกำลัง ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างทั้งสองประเทศเผชิญความเสี่ยงที่จะยุติลง
สถานการณ์ล่าสุดจึงนับเป็นอีกจุดเปราะบางของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อความมั่นคงทางทะเล ตลอดจนตลาดพลังงานและการค้าโลกในระยะถัดไป
