STEC ผู้สร้างสู่ผู้ลงทุน

น่าจับตา..! กรณีบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่ประกาศทุ่มงบ 4.32 พันล้านบาท เข้าซื้อบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด จากบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ U

สำนักข่าวรัชดา

น่าจับตา..! กรณีบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่ประกาศทุ่มงบ 4.32 พันล้านบาท เข้าซื้อบริษัท  หมอชิตแลนด์ จำกัด จากบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ U

เป็นไปได้ว่า STEC ต้องการเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากผู้รับเหมาฯไปเป็นเจ้าของโครงการเอง เพื่อสร้าง Recurring Income หรือรายได้ประจำมากขึ้น ??

STEC ทำธุรกิจงานก่อสร้างทั้งงานโยธาและงานเครื่องกล โดยจะเน้นงานด้านระบบสาธารณูปโภคเป็นหลัก เน้นรับงานเป็นโปรเจกต์ ๆ ไป ฉะนั้นถ้าไม่มีโปรเจกต์มาป้อน ก็จะไม่มีรายได้ประจำ

ยิ่งถ้าหมดยุคก่อสร้างรถไฟฟ้าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า รายได้อาจลดฮวบ !!

ถ้าจะหวังไปพึ่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ รับงานสร้างบ้าน ก็อาจไม่คุ้มค่า !! อีกทั้งบริษัทอสังหาฯ ส่วนใหญ่ มักจะมีบริษัทลูกรับงานรับเหมาเอง

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ให้ STEC ต้องเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ??

หากย้อนดูผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าค่อนข้างผันผวน

โดยปี 2558 มีกำไรสุทธิ 1,526.52 ล้านบาท จากรายได้รวม 18,927.11 ล้านบาท ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 1,380.75  ล้านบาท จากรายได้รวม 18,649.81 ล้านบาท ปี 2560 พลิกมาขาดทุนสุทธิ 610.83 ล้านบาท จากรายได้รวม 21,190.58 ล้านบาท สาเหตุมาจากตั้งสำรองผลขาดทุนของโครงการก่อสร้างรัฐสภาที่ล่าช้า

ส่วนปี 2561 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1,616.86 ล้านบาท จากรายได้รวม 28,000.91 ล้านบาท

ช่วงระยะหลังมานี้ จึงเห็นรูปแบบการรับงานของ STEC เริ่มเปลี่ยนไป…

จะเห็นไปจับมือกับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เน้นเข้าไปร่วมลงทุน หรือเป็นเจ้าของโครงการมากกว่ารับงานก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง  สายสีชมพู และโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออกที่อยู่ระหว่างการประมูล

นั่นเท่ากับ STEC ไม่ได้มองแค่งานก่อสร้าง แต่มองว่าเป็นผู้พัฒนาโครงการมากขึ้น

ยิ่งตอกย้ำเมื่อ STEC ตัดสินใจซื้อบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ หมอชิต คอมเพล็กซ์  อาคารแฝดสำนักงานให้เช่าสูง 36 ชั้น และชั้นใต้ดิน 3 ชั้น เชื่อมต่อกับบีทีเอสสถานีหมอชิต วงเงินลงทุนโครงการ 7,790 ล้านบาท

น่าจะเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญของ STEC

นักวิเคราะห์ประเมินว่า นอกจากค่าเช่าออฟฟิศโครงการหมอชิต คอมเพล็กซ์ ที่เป็นรายได้ประจำแล้ว คาดว่า STEC มีโอกาสได้งานก่อสร้างโครงการนี้เข้ามา 6,000–7,000 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างราว 3 ปี และคาดมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาวหากมีการขายหุ้นในอนาคต

เบื้องต้นคาดว่าการลงทุนในโครงการดังกล่าวจะคิดเป็นมูลค่าเพิ่มต่อหุ้นให้กับ STEC ราว 1.12 บาทต่อหุ้น จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 28 บาท

ราคาหุ้น STEC วิ่งรับข่าวนี้ โดยปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง…

นั่นเป็นเพราะนักลงทุนเชื่อมั่นต่อการเดินเกมหารายได้ประจำของ STEC ที่จะช่วยให้กำไรในอนาคตมีเสถียรภาพมากขึ้น

เมื่อบวกกับปัจจัยการเมืองที่หนุนให้ราคาหุ้น STEC วิ่งแรลลี่อยู่ในขณะนี้ ถือว่าเป็นอีกหุ้นที่น่าสนใจ

ส่วนใครจะใคร่ซื้อก็ซื้อ…ใครใคร่ขายก็ขาย

จะเก็งกำไรระยะสั้น…หรือลงทุนระยะยาว ก็เอาที่สบายใจละกัน…

…อิ อิ อิ…