เศรษฐกิจโลกยังไม่ถึงกาลอวสาน

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เท่านั้นที่มีความกังวลกันแทบเป็นแทบตายเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก  แต่มาบัดนี้ดูเหมือนว่าอะไร ๆ จะเริ่มฟื้นกลับมาในทางที่ดี...ไม่น่าเชื่อ

รายงานพิเศษ

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการซื้อขายเบาบางมากกว่าปกติในวันศุกร์ที่ผ่านมาเนื่องจากว่าตลาดในหลายประเทศหยุดเนื่องในวัน “กู๊ด ฟรายเดย์” หรือวันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์  ตลาดใหญ่ ๆ ในเอเชียที่ปิดด้วยคือ ฮ่องกง สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  นอกจากนี้ตลาดหุ้นทั่วยุโรปจะปิดต่อในวันจันทร์ด้วย ถึงแม้ว่านักลงทุนในต่างประเทศไม่อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะซื้อขายมากนัก แต่โดยรวม ๆ แล้ว ในสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่ามีข่าวที่สร้างความตื่นเต้นหรือเป็นข่าวร้ายไม่มากนัก  

นอกจากการเจรจาการค้าของจีนกับสหรัฐมีสัญญาณมาอย่างต่อเนื่องว่าใกล้จะได้ข้อตกลงแล้ว ปัจจัยสำคัญที่น่าจะทำให้นักลงทุนคลายความกังวลลงได้ในช่วงนี้คือข้อมูลจากสองเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกออกมาดีกว่าที่คาด

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีน ในช่วงไตรมาสหนึ่งโต 6.4%  ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์คงที่ในช่วงไตรมาสเดียวกันก็โตเพิ่มขึ้น 6.3% ยอดขายปลีกในเดือนมีนาคมโต 8.7% การผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 8.5% ในเดือนมีนาคม ซึ่งโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557

แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ได้แสดงความสงสัยถึงความถูกต้องและความน่าเชื่อถือต่อข้อมูลของรัฐบาลจีนมาโดยตลอดและชี้ว่าข้อมูลชุดล่าสุดดีกว่าที่คาดเพราะมาตรการที่รัฐบาลจีนได้ทำ แต่มันก็มากเพียงพอที่จะทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในก่อนหน้านี้ คลายลงไปได้มาก

เมื่อมาดูข้อมูลจากสหรัฐ ก็ถือว่าดีไม่แพ้กัน

ยอดขายปลีกพุ่งขึ้นมากสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6% ในเดือนมีนาคม จากที่รีฟินิทีฟคาดไว้ 0.9% ในขณะเดียวกัน การใช้สิทธิประโยชน์ของคนตกงานก็ลดลงเช่นกัน

ข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้ได้ช่วยเพิ่มโทนบวกให้กับตลาด และทำให้นักลงทุนเกิดความรู้สึกสบายใจว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ถึงกาลอวสานอย่างที่กลัวกันในก่อนหน้านี้  

ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่ดีขึ้นเช่นนี้ ทำให้หุ้นในกลุ่มเครื่องจักร การขนส่งทางทะเล และหุ้นอิเล็กทรนิกส์ โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น

สิ่งที่น่าจะมาช่วยตอกย้ำว่านักลงทุนควรจะเลิกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจได้หรือยัง คือผลกำไรไตรมาสหนึ่ง ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศออกมาในสัปดาห์นี้      

บริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นหุ้นยอดฮิตในตลาดต่างประเทศที่จะแถลงผลกำไรในสัปดาห์นี้ ได้แก่ เฟซบุ๊กและอเมซอน ส่วนบริษัทที่อยู่ในดัชนีดาวโจนส์ที่จะเผยผลประกอบการ ได้แก่ ยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ โคคา-โคล่า ไมโครซอฟท์ และเอ็กซอนโมบิล

หากกำไรบริษัทออกมาดีก็น่าจะช่วยให้ตลาดหุ้นเป็นบวกได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลของรีฟินิทีฟชี้ว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรไตรมาสหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วจะลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2559 โดยคาดว่ากำไรจะลดลง 1.7%

นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังมีการคาดการณ์ไปถึงกำไรไตรมาสสองด้วยว่าจะโตเพียง 2.1% จากที่เมื่อต้นปีคาดว่าจะโตเพิ่มขึ้น 6.5% และคาดการณ์ในเดือนตุลาคมว่าจะโตถึง 9.2%   ในขณะที่บางบริษัทอาจจะสามารถรักษากำไรเอาไว้ได้เพราะสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีแต่สิ่งที่นักลงทุนอยากจะเห็นในการเติบโตของกำไรคือ ความแข็งแกร่งของผู้บริโภค

ข้อมูลของรีฟินิทีฟ ชี้ว่า 77 บริษัทที่อยู่ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ได้แถลงผลกำไรแล้ว โดยมี 77.9% มีกำไรดีกว่าคาด เทียบกับที่มีอัตราเพียง 65% นับตั้งแต่ปี 2537 และมี 76% ในช่วงไตรมาสสี่ที่ผ่านมา

ไมเคิล วิลสัน นักกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ ของมอร์แกน สแตนลีย์ มองว่า แม้หลายบริษัทน่าจะมีกำไรต่ำแต่ก็เชื่อว่ากำไรทั้งปีจะไม่ต่ำ ขณะที่นักกลยุทธ์บางคนสรุปว่า ผลกำไรบริษัทแค่กลับไปสู่ภาวะปกติหรือเท่าที่เคยได้เห็นเท่านั้น  ถึงแม้ว่าผลกำไรที่แถลงในสัปดาห์นี้จะชี้ว่ากำไรถดถอยลง ก็อาจจะไม่ถึงกับไปยับยั้งตลาดเหมือนเมื่อปี 2559 ซึ่งตลาดปรับตัวลงเพราะว่ากังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของจีน

นอกจากผลกำไรบริษัทแล้ว สหรัฐฯ จะแถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาสหนึ่งในวันที่ 26 เมษายนนี้  ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะชี้นำทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้ได้

ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจีดีพีไตรมาสหนึ่งของสหรัฐฯ จะโตอย่างจืดชืดเนื่องจากอุณหภูมิติดลบ มีหิมะตกมากในช่วงฤดูหนาว และยังมีการปิดที่ทำการของรัฐบาลในเดือนมกราคมเกือบทั้งเดือน

อย่างไรก็ดีหลังจากที่ยอดขายปลีกในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง  ผลสำรวจของซีเอ็นบีซี/มูดีส์ อนาลีติกส์ แรพิด อัปเดตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาชี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับประมาณการจีดีพีสหรัฐฯ เพิ่มประมาณ 0.3% เป็น 2.4% จากที่มีการประมาณการโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 2% เมื่อไม่กี่วันก่อน และอยู่ที่ 1% ในช่วงต้นไตรมาส

นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ยังมองยาวไปถึงไตรมาสสอง โดยคาดว่าจีดีพีจะโต 2.8% แม้ว่าการลดการผลิตของโบอิ้งและลดส่งมอบเครื่องบินเพราะปัญหาของโบอิ้ง 737 Max อาจทำให้จีดีพีของสหรัฐฯ ลดลง 0.4% ก็ตาม

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เท่านั้นที่มีความกังวลกันแทบเป็นแทบตายเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก  แต่มาบัดนี้ดูเหมือนว่าอะไร จะเริ่มฟื้นกลับมาในทางที่ดี …ไม่น่าเชื่อ