บาทแข็งและแนวรับ 1,600 จุด

ลืมเรื่องบาทอ่อนเมื่อปลายเดือนก่อน  และดัชนี SET เหนือแนวต้าน 1,700 จุดกันไว้ชั่วคราวเพราะสถานการณ์ล่าสุดเป็นตรงกันข้ามเสียแล้ว


พลวัตปี 2019 : วิษณุ โชลิตกุล

ลืมเรื่องบาทอ่อนเมื่อปลายเดือนก่อน  และดัชนี SET เหนือแนวต้าน 1,700 จุดกันไว้ชั่วคราวเพราะสถานการณ์ล่าสุดเป็นตรงกันข้ามเสียแล้ว

ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ในระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยถือว่าแข็งค่าเป็นอันดับที่ 1 หรือมากที่สุดเทียบกับภูมิภาคในช่วง 6 เดือนซึ่งบาทแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐที่ 3.9% ทั้งนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าเทียบดอลลาร์สิงคโปร์ในรอบ 5 ปี และแข็งค่าเทียบเงินหยวนของจีนมากที่สุดในประวัติศาสตร์

การแข็งค่าผิดปกติของค่าเงินบาทเป็นผลจากความไม่แน่นอนสงครามการค้าทำให้มีการนำเงินมาพักในไทยที่ความเสี่ยงต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคและไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงเห็นการไหลเข้ามาพันธบัตรระยะสั้น

ค่าบาทที่แข็งค่ามากกว่าประเทศอื่นจะส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขันของไทยเทียบประเทศภูมิภาคได้ซึ่งแนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสเห็นแข็งค่าหลุดระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้ต้องติดตามการเจรจาสงครามการค้าสหรัฐ ฯ และจีนก่อนที่จีนจะตอบโต้ปรับขึ้นภาษีสหรัฐ ฯ

ที่น่าสนใจอยู่ที่การระบุว่า หากภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้แต่หากไม่มีข้อตกลงอาจเห็นนักลงทุนกลับเข้ามาถือสินทรัพย์เสี่ยงของไทยเพิ่มขึ้นซึ่งหนุนค่าเงินบาทให้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้

วานนี้ข่าวร้ายยังตามมาซ้ำเติมอีกเมื่อศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประกาศปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2562 โต 3.5% จากเดิมที่คาดโตได้ 3.8% ส่วนส่งออกคาดว่าปีนี้เหลือโต 0.5% จากก่อนหน้าคาดโตได้ 3.9% โดยมีปัจจัยลบจากสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐ ฯ กับจีนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนรวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

เช่นเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ออกมายอมรับประเมินเป้าส่งออกทั้งปีใหม่ปลายเดือนนี้ลดลงส่วนธนาคารโลกจับมือกสิกรไทยจ่อปรับลดจีดีพีประเทศไทยใหม่

ข่าวร้ายดังกล่าวมากเกินพอที่ทำให้เกิดแรงขายในตลาดหุ้นไทยจนดัชนี SETร่วงต่อเนื่องเกิดสัญญาณ อีกาสี่ตัว” ทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือนใต้ 1,620 จุด และอาจมีหลุดแนวรับไปใต้ 1,600 จุด ได้

การไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ต่างชาติมาพักในตลาดตราสารหนี้โดยไม่เข้ามาในตลาดหุ้นเป็นความย้อนแย้งที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยถือเป็นภาวะไม่ปกติของตลาดทุนและตลาดเงินที่ไม่สอดรับกันเป็นเนื้อเดียว

เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นผลสะเทือนเชิงลบย่อมตกที่รายรับของผู้ส่งออกกล่าวคือได้เงินบาทน้อยลงเมื่อตลาดทั้งตลาดเป็นอย่างนี้ส่งผลให้การส่งออกย่ำแย่และราคาสินค้าเกษตรกับโภคภัณฑ์การรับซื้อผลิตภัณฑ์เช่นข้าวยางพาราอ้อยและน้ำตาลก็จะต่ำลงผู้รับภาระขั้นสุดท้ายก็คือเกษตรกรทั้งหลาย

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจประเทศเล็กและเปิดทั้งในภาคส่งออกนำเข้าสินค้าและบริการมีมูลค่ากว่า70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติมีระบบการเงินที่เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรีเมื่อค่าบาทแข็งผู้ส่งออกจะถูกบังคับให้ต้องดำเนินการรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าในลักษณะ ขายชอร์ต” เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งต่ออัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้า

เช่นเคยทุกครั้งที่ค่าบาทแข็งจะมีคำถามว่าท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินการอย่างไร

คำตอบอันแสนคุ้นเคยจนไม่น่าประหลาดใจ (ทั้งที่ควรอย่างยิ่ง) จากผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยที่มักออกมากล่าวแก้ตัวแบบสูตรสำเร็จอยู่เสมอว่าค่าเงินบาทจะอ่อนหรือแข็งเมื่อเทียบกับค่าเงินของคู่แข่งและคู่ค้าไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกอัตราดอกเบี้ยไม่มีความเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทและการส่งออก

ด้านหนึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นคำปลอบโยนในลักษณะ โกหกสีขาว” แต่อีกด้านหนึ่งย่อมเป็นการปัดสวะให้สาธารณะเข้าใจสถานการณ์คลาดเคลื่อนได้

เมื่อต้นปีนี้กระทรวงการคลังเคยตั้งประเด็นเรื่องบาทแข็งกระทบผู้ส่งออกขึ้นมาเป็นเรื่องชวนทะเลาะเมื่อนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่าเป็นหน้าที่ของธปท. ที่ต้องดูแลไม่ให้เงินบาทแกว่งตัวมากเกินไปและต้องปรับสมดุลให้เงินบาทอยู่ในระดับเดียวกันกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งของไทยเพราะถ้าหากเงินบาทแข็งค่าเกินไปผู้ส่งออกจะเสียเปรียบคู่แข่งในเวทีการค้าโลกแต่ประเด็นดังกล่าวก็เงียบลงเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ค่าบาทอ่อนยวบลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือนชั่วคราว

การอ่อนค่าของบาทช่วงนั้นเกิดจาก 3 เหตุปัจจัยคือ 1)  ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 62 จะขยายตัว 3.8% และ 3.9% ในปีถัดไปซึ่งชะลอลงเล็กน้อยจากในปี 2561 ที่เติบโต 4.1% ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 3.8% ต่ำสุดในอาเซียน  2) การที่รัฐบาลเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวสะท้อนให้เห็นว่ากลไกด้านอื่นของเศรษฐกิจทำงานไม่ดี 3) หนี้ภาครัฐหรือหนี้สาธารณะที่ยังพุ่งต่อเนื่องจากสิ้นปี 2561 ที่เฉียด 7 ล้านล้านบาท หรือ 43.35% ของจีดีพี (เป็นหนี้รัฐบาล 5.5 ล้านล้านโดยกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและการบริหารหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 22,600 ล้านบาท) สอดรับกับทิศทางมุ่งสู่อันตรายระดับโลกของสถาบันจัดอันดับฟิทช์ เรทติ้งส์

ทางเลือกของบาทแข็งที่สวนทางกับเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ลงเหลือไม่มากนักคือธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องยอมลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหรือรัฐบาลยอมกระเป๋าฉีกขาดดุลงบประมาณทุ่มหน้าตักกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประคองตัว

ไม่ว่าทางเลือกไหนล้วนไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยเพราะอย่างแรกฟันด์โฟลว์จะไหลออกทำให้ดัชนี SET ดิ่งหนักทำนิวโลว์ใหม่ ๆ อย่างหลังจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นสู่จุดอันตราย

ถ้าไม่ทำอะไรเลยธุรกิจส่งออกและราคาสินค้าเกษตรไม่น้อยจะพังพาบ

ผลพวงของบาทแข็งผิดปกติยามนี้จะออกฤทธิ์แรงอย่างที่เราคาดไม่ถึงได้

ระวังตัวให้ดีละกัน

Back to top button