ประมวลงบฯ Q1/62 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล 

หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เป็นหุ้นอีกกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงมากในตลาดหุ้นไทย... นับเป็นหุ้นพื้นฐานดี พร้อมมีจุดแข็งที่ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้หุ้นในกลุ่มอื่น

เส้นทางนักลงทุน

หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เป็นหุ้นอีกกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงมากในตลาดหุ้นไทย…นับเป็นหุ้นพื้นฐานดี พร้อมมีจุดแข็งที่ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้หุ้นในกลุ่มอื่น ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างดีในกิจการ มีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างดี และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กระทั่ง กลุ่มโรงพยาบาล แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2562 ต่อตลาดหลักทรัพย์กับพบว่า หุ้นที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันที่มีกำไรสุทธิ ได้แก่ BDMS, RJH, KDH, EKH, PR9, RPH, SKR, NEW, BCH, SVH, RAM และ BH เป็นต้น

ขณะที่หุ้นที่มีกำไรสุทธิลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันที่มีกำไรสุทธิ ได้แก่ NTV, CHG, VIH, AHC, VIBHA, M-CHAI, LPH, CMR และ THG

ส่วนบริษัทพลิกขาดทุน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับมีกำไรสุทธิ มีเพียงตัวเดียวได้แก่ WPH

ถือว่าผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลยังคงรักษากำไรสุทธิได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำไรสุทธิรวมทั้งกลุ่ม พบว่า ในไตรมาส 1/2562 ที่ 11,596.53 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 1/2561 ที่ 6,284.44 ล้านบาท

ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลที่ทำกำไรสุทธิเติบโตมากสุด และโดดเด่นสุด ที่ช่วยผลักดันให้กำไรสุทธิรวมของกลุ่มเติบโตแข็ง คือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS สามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2562 จำนวน  8,438.97  ล้านบาท หรือ  0.54  บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ  2,919.36  ล้านบาท หรือ  0.19  บาทต่อหุ้น (เพิ่มขึ้น 189.07%)

สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่ารักษาพยาบาลร้อยละ 5 จากการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลตามความซับซ้อนของโรคในโรงพยาบาลหลัก 10 แห่ง รวมทั้งมีการบันทึกรายการพิเศษจากการขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) หรือ RAM จำนวน 6,094 ล้านบาท

รองลงมา บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH สามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2562 จำนวน 1,081.40 ล้านบาท หรือ 1.48 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 1,079.03 ล้านบาท หรือ 1.48 บาทต่อหุ้น (เพิ่มขึ้น 0.22%)

สาเหตุหลักมาจากบริษัทมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจากในส่วนผู้ป่วยต่างประเทศที่โตขึ้น

ส่วนรายละเอียดของกำไรสุทธิของกลุ่มโรงพยาบาลอื่น ๆ  ดูจากตารางประกอบ

ขณะเดียวกันนั้น หากสังเกตข้อมูล ก็จะเห็นว่า มีหุ้นโรงพยาบาลที่สามารถทำกำไรสุทธิเติบโตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ก้าวกระโดด) อย่าง บริษัท โรงพยาบาลราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ RJH รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2562 สามารถทำกำไรสุทธิ 176.42 ล้านบาท หรือ 0.59 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 65.92 ล้านบาท หรือ 0.22 บาทต่อหุ้น (เพิ่มขึ้น 167.63%)

สาเหตุที่ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากรายได้จากคนไข้ทั่วไป และรายได้ประกันสังคม เติบโตมากขึ้น โดยจากรายได้ผู้ป่วยเงินสดที่เติบโต เป็นผลจากมีผู้มารับการรักษาโรคที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะผ่าตัดโรคหัวใจ และผ่าตัดส่องกล้อง ตลอดจนการเพิ่มกำลังให้บริการ โดยเพิ่มห้องตรวจผู้ป่วยนอก 3 ห้อง และเพิ่มเตียงผู้ป่วยใน 17 เตียง ขณะรายได้ผู้ป่วยนอกเฉลี่ยต่อครั้งขึ้นมาอยู่ที่ 1.6 พันบาท

ขณะรายได้โครงการประกันสังคมเติบโต จากจำนวนผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น และมีผู้รับการรักษาโรคซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งค่าใช้จ่าย SG&A กลับลดลงจากประสิทธิภาพการควบคุมรายจ่ายที่ดี

บริษัท ธนบุรี เมดิเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ KDH รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2562 สามารถทำกำไรสุทธิ  4.68  ล้านบาท หรือ  0.24  บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ  1.83  ล้านบาท หรือ 0.09 บาทต่อหุ้น (เพิ่มขึ้น 155.74%)

สาเหตุที่ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้จากค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ  ได้แก่ การเปิดให้บริการ Night clinic ของทางโรงพยาบาล การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ (2019) และภาวะปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการให้บริการของแผนกโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น ตลอดถึงรายได้ต่อรายที่เพิ่มขึ้นจากการให้บริการรักษาผู้ป่วยหนัก

บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2562 สามารถทำกำไรสุทธิ 44.70 ล้านบาท หรือ 0.07  บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ  22.01 ล้านบาท หรือ  0.04 บาทต่อหุ้น (เพิ่มขึ้น 103.09%)

สาเหตุที่ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น จากจำนวนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ที่เข้ารับบริการเพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์ที่ทำรายได้เติบโตโดดเด่นได้แก่ ศูนย์กุมารเวช และศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉิน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดศูนย์ผู้มีบุตรยาก หรือศูนย์เด็กหลอดแก้ว (IVF) ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ขณะที่บริษัทฯ  มีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี

ทั้งนี้โดยภาพรวมของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2562 ของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลถือว่าบริษัทยังคงมีพื้นฐานดี!!! ซึ่งจะสอดคล้องต่ออนาคตว่าผลการดำเนินงานมีโอกาสเติบโตแข็งแกร่งต่อไป เพราะทุกโรงพยาบาลเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การรักษาไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

สิ่งสำคัญ สอดรับกับ megatrend สำคัญอย่างสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

ดั้งนั้น มองว่าทิศทางธุรกิจกลุ่มโรงพยาบาลจะยังสามารถทำกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่อง