ความอ่อนไหวหลายแบบ

ช่วงเวลาขาขึ้นของดัชนีจนเข้าเขตซื้อมากเกิน การพักฐานเพราะฝ่าแนวต้านไม่ได้ส่งผลให้หุ้นบางตัวตกเป็นเหยื่อของการขายทำกำไรตามปกติ

พลวัตปี 2019 : วิษณุ โชลิตกุล

ช่วงเวลาขาขึ้นของดัชนีจนเข้าเขตซื้อมากเกิน การพักฐานเพราะฝ่าแนวต้านไม่ได้ส่งผลให้หุ้นบางตัวตกเป็นเหยื่อของการขายทำกำไรตามปกติ

คำถามคือหุ้นบางรายการที่ร่วงแรงจากยอดสูงสุดครั้งสุดท้ายนี้จะกลับขึ้นไปต่อหรือลงแล้วลงเลย

นักวิเคราะห์ที่ให้คำตอบเรื่องนี้จะเริ่มเสียงแตกเป็นพวกวิเคราะห์พื้นฐานกับพวกวิเคราะห์เทคนิค พวกหลังจะเน้นคำว่า “ความอ่อนไหวของราคา มากกว่าพวกแรกแต่ก็ไม่ถึงกับปฏิเสธซึ่งกันและกันเหตุผลเพราะความอ่อนไหวนั้นมีเหตุปัจจัยหลายด้านที่ต่างกันไปโดยมีประเด็นหลักๆ คือความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางด้านมหภาคและความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางการเงินของกิจการเอง

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกติกาและเกณฑ์วินิจฉัยของมูลค่าที่แท้จริงของราคาหุ้นในตลาดเป็นเรื่องอาศัยจินตนาการมากกว่าเหตุผลอื่นใด

โดยทั่วไปแล้วการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นมักจะเกิดจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่าผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นวันนี้ย่อมคาดหวังผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการลงทุน

ราคาหุ้นที่นักลงทุนยอมจ่ายในวันนี้จึงเป็นราคาที่คาดว่าราคาในอนาคตต้องสูงกว่าปัจจุบัน

ประเด็นคือผลตอบแทนหรือกำไรที่คาดหวังมีหลายรูปแบบผู้ลงทุนที่หัวโบราณมักจะคิดถึงแค่ 2 เรื่องคือผลตอบแทนในอนาคตในรูปของ เงินปันผล” และ ส่วนต่างราคาที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  แต่สำหรับนักลงทุนที่เขี้ยวลากดินผลตอบแทนนั้นมีอย่างอื่นอีก เช่นการแตกพาร์หรือการเพิ่มทุนโดยแจกวอแรนต์ฟรีหรือการควบรวมกิจการเพิ่มมูลค่ากิจการหรือการจ่ายปันผลเป็นหุ้นตามสัดส่วนบวกเงินสดเพื่อเสียภาษีฯลฯ

ธุรกรรมเหล่านี้ล้วนสร้างความอ่อนไหวจากปัจจัยภายในเป็นหลักแต่ยังมีหุ้นในบางธุรกิจที่ปัจจัยภายนอกสร้างความอ่อนไหวมากกว่า

เพียงแต่เอ่ยมาข้างต้นนี้เป็นแค่ทฤษฎีทั่วไปที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ย่อมได้เพราะนักลงทุนทุกคนต้องเข้าใจล่วงหน้าว่าการลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงปะปนอยู่ด้วยเปรียบได้กับการเรียนว่ายน้ำหรือเล่นกีฬาที่ไม่สามารถเรียนด้วยหลักสูตรทางไปรษณีย์หรือออนไลน์ได้

คำชี้แนะ (ที่มีเงื่อนไขกำกับปัดสวะของนักวิเคราะห์ทุกรายว่าขอไม่รับผิดชอบหากแนะผิด) ทั้งหลายแหล่งจึงต้องฟังหูไว้หูมากเป็นพิเศษยามนี้

การร่วงแรงจากยอดสูงสุดหลังจากราคาวิ่งมานานของหุ้นพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ขาเชียร์ชื่นชอบในสัปดาห์นี้เป็นกรณีศึกษาได้ดีถึงความอ่อนไหวที่ยอดของราคาหุ้นที่ปัจจัยลบอะไรก็ได้มักจะถูกอ้างมาประกอบคำอธิบายทั้ง ซื้อเมื่ออ่อนตัว หรือเป็นแค่การขาย “ทำกำไรชั่วคราว

ราคาหุ้น SISB, BEM, PTG ร่วงต่อเนื่องหลายวันหลังจากมีแรงซื้อเข้ามาดันราคาต่อเนื่องจนค่าพี/อีสูงลิ่วโดยSISB มีพี/อีที่ 57 เท่า BEM 32 เท่าส่วน PTG 31 เท่า

รายแรกนักวิเคราะห์บางสำนักยังคงยืนกรานแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 8.84 บาท/หุ้น ด้วยเหตุผลว่าหุ้นประกอบการศึกษาเอกชนนานาชาติรายนี้มีแนวโน้มกำไรไตรมาสสองปีนี้แนวโน้มเติบโตดีขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนเนื่องจากโครงสร้างหนี้สินและทุนที่เปลี่ยนไปหลังการขาย IPO (ปลอดหนี้) แถมยังไม่มีรายการปรับปรุงทางบัญชีเหมือนในปีก่อนแต่ที่สำคัญอนาคตมีแนวโน้มขาขึ้นยาวเพราะจะไม่มีค่าความอ่อนไหวทางลบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

ส่วน BEM ราคาร่วงแรงหลังจากข่าวลือแพร่สะพัดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นพรรคที่จะเข้ามานั่งบริหารกระทรวงคมนาคมได้เปิดเผยกับบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งว่าหากคนของพรรค (คาดว่าจะเป็นน้องชายนายเนวิน ชิดชอบ) ได้รับการแต่งตั้งเป็นรมว.คมนาคมจะไม่ต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนอีก 30 ปีกับ BEM สายสีน้ำเงินประกอบกับมีข่าวประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกทพ. โดนปลดและรักษาการประธานสหภาพฯ คนใหม่มีท่าทีชัดเจนว่าต้องการให้ผู้บริหารกทพ.ทบทวนเรื่องการขยายสัมปทานให้ BEM ถือเป็นความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงนโยบายของธุรกิจสัมปทานขนส่งมวลชน

ข่าวดังกล่าวทำให้นายอนุทินต้องออกโรงมาชี้แจงว่าไม่จริงพร้อมยืนยันว่าไม่มีเหตุผลที่จะทำเรื่องดังกล่าวอะไรที่เป็นสัญญาอย่างกรณีของ BEM ที่ติดตามข่าวก็พบว่ามีคำพิพากษาของศาลออกมาก็ต้องทำตามเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่จะเข้ามาลงทุนหรือเป็นคู่สัญญาของรัฐ

ส่วนราคาหุ้น PTG ราคาร่วงเพราะการดูดซับข่าวลือเรื่องเจรจาเปิดทางให้ CPALL เข้าร่วมถือหุ้นเป็นพันธมิตรในอีกหลายปีข้างหน้าเกิดเงียบกริบไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เลยมีแรงขายทำกำไรออกมาหลังจากราคาวิ่งมาเดือนเศษมากว่า50% ถือเป็นความอ่อนไหวต่อข่าวลือเท็จ

ราคาหุ้นที่ร่วงเพราะตลาดกำลังใกล้พักฐานไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยเพียงแต่แมงเม่าที่ตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าต้องเข้าใจและมีสติว่าหุ้นที่บวกแรงกว่าดัชนีตลาดมักจะตกเป็นเหยื่อรายแรก ๆ ของการพักฐานเสมอไม่ว่าจะเป็นหุ้นระดับ “เทพเรียกพี่” หรือไม่

เพียงแต่เหตุผลที่ใช้อ้างเพื่อทุบราคาลงมานั้นจะเลือกใช้คำว่า ความอ่อนไหว ได้ดีและเนียนแค่ไหนเท่านั้น