
“ดีเอสไอ” ลุยสอบ 8 บริษัทเรือเอี่ยว “คลังสุราษฎร์” น้ำมันหาย 60 ล้านลิตร
บอร์ด กคพ. มีมติรับคดีกักตุนน้ำมันช่วงวิกฤตตะวันออกกลางเป็นคดีพิเศษ ด้าน DSI ลุยสอบ 3 คดีใหญ่ แฉพบน้ำมันล่องหนกลางทะเล 60 ล้านลิตร จ่อเรียก 8 บริษัทเรือแจง พร้อมเล็งฟันคลังน้ำมัน ม.7 และ ม.10
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์ให้รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง เป็น “คดีพิเศษ” โดยมุ่งเป้าไปที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 ตลอดจนผู้ค้าน้ำมันที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน ที่มีพฤติการณ์ลักลอบกักตุน ประวิงเวลาขนส่ง และปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะสงบลง ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังบูรณาการข้อมูลร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อประมวลพฤติการณ์ทางคดีที่เข้าข่ายลักษณะการกระทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า เบื้องต้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 จะดำเนินการสอบสวนการกักตุนน้ำมันใน 3 กรณีหลัก ได้แก่ 1. คลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2. คลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และ 3. กรณีน้ำมันสูญหายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตร ซึ่งมีเที่ยวเรือเข้ามาเกี่ยวข้องถึง 99 เที่ยว นอกจากนี้ ดีเอสไอเตรียมรับโอนสำนวนคดีคลังน้ำมัน 5 แห่ง (แบ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 จำนวน 3 แห่ง และมาตรา 10 จำนวน 2 แห่ง) จาก รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติม โดยหากตรวจสอบแล้วไม่พบความเชื่อมโยงกัน จะทำการแยกเป็น 5 คดี
สำหรับกรณีน้ำมันล่องหนกลางทะเลนั้น ดีเอสไอร่วมกับ ศรชล. ตรวจพบความผิดปกติ 3 ลักษณะ คือ 1. พบเที่ยวเรือ 20 เที่ยว จากเรือ 12 ลำ ของ 8 บริษัท วิ่งช้ากว่าปกติ และในจำนวนนี้มี 10 เที่ยวเรือที่จงใจปิดสัญญาณระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (AIS) เพื่อหลบเลี่ยงการติดตาม 2. การตรวจสอบเอกสารการขนส่ง (น.ม.9) และเอกสารรับน้ำมันเข้าคลังปลายทาง (น.ม.10) พบว่าตัวเลขไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันปลายทางที่สุราษฎร์ธานีกลับมีมากกว่าต้นทาง ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่สะท้อนถึงการทำเอกสารเท็จเป็นขบวนการ และ 3. คลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพฤติการณ์ประวิงการจำหน่าย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียอดจ่ายน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร แต่ในเดือนมีนาคม 2569 ที่เกิดวิกฤตขาดแคลน กลับจ่ายน้ำมันออกเพียง 400,000 ลิตร
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันที่สูญหาย 57-60 ล้านลิตร พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ 10 บริษัท ซึ่งรวมถึงเจ้าของเรือ คลังน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ขณะที่คลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทองซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนชื่อดังนั้น ดีเอสไออยู่ระหว่างขยายผลว่าน้ำมันดังกล่าวเป็นของนิติบุคคลรายใด และมีความเชื่อมโยงกับบริษัทคลังน้ำมันย่านพระราม 2 หรือไม่ แม้เบื้องต้นจะพบว่ามีการแยกกลุ่มผู้ถือหุ้นเป็นคนละกลุ่มก็ตาม
ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกพยานแก่ผู้บริหารบริษัทเรือขนส่งน้ำมันทั้ง 8 บริษัท เพื่อเข้าให้ปากคำในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ดีเอสไอยังได้เข้าพบผู้บริหาร กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อขอข้อมูลกรณีคลังน้ำมันในสุราษฎร์ธานีกักตุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กว่า 2.1 ล้านลิตร พร้อมเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ที่มีพฤติการณ์ขายน้ำมันเกินราคาและไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อพิจารณารับเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติมในอนาคต

