เคาะ 22 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ครม.ชุดใหม่-เม็ดเงินภาครัฐอัดฉีด 3.5 แสนลบ.กระตุ้นศก.

เคาะ 22 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ครม.ชุดใหม่-เม็ดเงินภาครัฐอัดฉีด 3.5 แสนลบ.กระตุ้นศก.

ภายหลังการโปรดเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีวานนี้(10ก.ค.62) ถือเป็นอันสิ้นสุดการรอคอยมากกว่า 3 เดือน นับจากวันเลือกตั้ง 24 มี.ค. ที่ผ่านมา ความสำเร็จตรงนี้ช่วยเรียก Sentiment และความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศกลับมาได้ และที่สำคัญนักลงทุนจะหันไปจับตาดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ที่น่าจะถูกจัดเป็นผลงานชิ้นแรกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าเมื่อรวมทุกนโยบาย จะสามารถคำนวณเป็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3.5 แสนล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันคาดว่าในตลาดหุ้นไทยจะได้รับปัจจัยหนุนจากปัจจัยดังกล่าวและส่งผลดีต่อกลุ่มหุ้นบริโภค,ลงทุนและหนุนราคาสินค้าเกษตรเป็นต้น

ดังนั้นทางทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจข้อมูลที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ อาทิ BJC,ROBINS,CPALL,MAKRO, DCC,STA,AEONTS ,AMATA,ROJNA,WHA, EASTW,CK,STEC,UNIQ,SEAFCO, PYLON,STPI,SCC, BBL,INTUCH,MINT และ TU ดังบทวิเคราะห์ซึ่งระบุไว้ดังนี้

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี ‘ประยุทธ์ 2/1’ ได้รับการโปรดเกล้าฯแล้ว คาดว่านโยบายเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะแถลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จะเกี่ยวข้องกับนโยบายหลักของ 3 พรรคร่วมรัฐบาล เช่น การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, การดูแลราคาสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว ยาง ปาล์ม, การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ เป็นต้น รวมทั้งจะดำเนินการเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะโครงการใน EEC ให้มีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าเมื่อรวมทุกนโยบาย จะสามารถคำนวณเป็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3.5 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 2% ต่อ GDP โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือรัฐบาลจะสามารถเดินหน้านโยบายได้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจมีข้อจำกัดในการขาดดุลงบประมาณ อีกทั้งต้องจับตาว่า รัฐบาลจะสามารถผลักดันโครงการต่างๆ ให้เห็นผลในเชิงประจักษ์ได้มากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม หลังจากการประกาศนโยบายและเริ่มเดินหน้าโครงการต่างๆ แล้ว คาดว่าเม็ดเงินรัฐบาลที่จะอัดฉีดเข้ามาในระบบจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในไตรมาส 4/2562 อย่างไรก็ดี ภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน และแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก บล.ทิสโก้ยังชอบหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งในแง่ของการบริโภค และการลงทุน

แต่ด้วยดัชนีหุ้นไทยปีนี้ปรับขึ้นมาถึง 11% ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายหุ้นไทยในปี 2562 ที่ 1,790 จุดแล้ว ดังนั้น จึงต้องเลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์กับการบริโภคในประเทศแต่ราคายังขึ้นช้า และมี Upside ข้างหน้าอยู่

สำหรับหุ้นที่แนะนำเกี่ยวกับการบริโภค ได้แก่ BJC, ROBINS และ AEONTS หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน ได้แก่ AMATA, ROJNA, WHA, EASTW, CK, STEC, SEAFCO และ PYLON ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่คาดจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า ได้แก่ BBL, INTUCH, MINT และ TU

 

บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความคืบหน้า หลังจากวานนี้ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ส่งผลให้ไทยมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงปลายเดือน ก.ค. หรือต้น ส.ค.นี้ และเชื่อว่าจะเดินหน้าสานต่อนโยบายต่างๆที่เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระตุ้นการบริโภคครัวเรือน โดย ASPS แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

นโยบายที่ส่งผลในระยะสั้น: เชื่อว่าจะเริ่มจากการต่อยอดบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยให้ครอบคลุมทั้งจำนวนหรือ วงเงิน และสิทธิประโยชน์ จากปัจจุบันที่ให้เงิน 300-500 บาท/เดือน จนถึงสิ้นปี,การลดภาษีกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย อาทิ ช็อปช่วยชาติ เป็นต้น และมาตรการสวัสดิการอื่นๆ เช่น มารดาประชารัฐ (อุดหนุนค่าคลอดและค่าดูแลบุตร), การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ผู้ยากไร้ เป็นต้น ส่งผลดีต่อหุ้น BJC, ROBINS, CPALL, DCC

นโยบายที่จะส่งผลในระยะกลาง : คาดว่า การประกันราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา,อ้อย,ข้าว,มันสำปะหลัง,ปาล์ม เป็นต้น ส่งผลดีต่อหุ้น STA

นโยบายที่จะส่งผลในระยะยาว: มาตรการปฎิรูประบบภาษี (กำลังพิจารณา) คาดคือ  การลดภาษีบุคคลธรรมดาลง 10%, การลดภาษีสำหรับผู้ขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น เนื่องจากการปฎิรูปภาษีจะส่งผลให้รายได้ภาษีของรัฐลดลง ซึ่งอาจกระทบต่องบประมาณปี 2563 ให้ขาดดุลมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงให้งบประมาณปี 2563 อาจล่าช้ากว่าเดิม จึงมองว่าการปฎิรูปภาษีเป็นในเชิงระยะยาว

โดยรวมเชื่อว่านโยบายที่ภาครัฐจะนำมาใช้เป็นอันดับๆแรก จะเป็นนโยบายที่สามารถทำได้ในระยะสั้นอาทิเช่น การต่อยอดโครงการบัตรสวัสดิการแห่ง และการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งคาดว่านโยบายดังกล่าวจะเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน และจะดีต่อหุ้นค้าปลีก เลือก BJC( FV@B 61.00)

 

บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อ โดยได้แรงหนุนจากประธานเฟดส่งสัญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในการแถลงต่อสภาคองเกรส ขณะที่สัญญาณน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้นแรง 4.5% จะเป็นตัวหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนปัจจัยในประเทศมีประเด็นบวกจากความคืบหน้าทางการเมือง หลังมีราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. ชุดใหม่วานนี้ โดยคาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,730-1,747 จุด เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ (STEC CK STPI)

 

บล.คิงส์ฟอร์ด กลยุทธ์การลงทุน ประเมินดัชนี SET ได้แรงหนุนจาก ครม.ใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพส่งผลบวกต่อ Fund Flow  โดยวางแนวรับที่ 1,730 -1,735 จุด  แนวต้าน 1,750 – 1,770 จุด  แนะนำซื้อหุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่นกลุ่มบริโภค BJC, ROBINS, MAKRO / กลุ่มลงทุน AMATA, WHA, CK, STEC / มาตรการหนุนราคาสินค้าเกษตร เช่น NER, GGC เป็นต้น

 

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า การเมืองไทยในหลวงโปรดเกล้าฯรัฐบาลประยุทธ์ 2 แล้ว สะท้อนการเมืองไทยชัดเจน หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อเนือง โดยเน้นกลุ่มการตั้งรัฐบาลชัดขึ้นว่าเป็นทีมที่สานต่อนโยบายเดิม บวกต่อ EEC(AMATA, WHA) อิงการลงทุน STEC, CK, SCC,

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

เรื่องน่าสนใจ