เทกระจาดไร้อนาคต

ทะเบียนบ้านคุณอยู่ไหน ไปลงทะเบียน “ชิม ช็อป ใช้” รับแจกเงิน 1,000 ผ่านอี-วอลเล็ทแล้วหรือยัง บ้านผมอยู่เมืองนนท์ข้ามมาชิมมาช็อปในกรุงเทพฯ ได้หรือเปล่า ใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 ได้เงินคืน 15% ด้วยนะ

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

ทะเบียนบ้านคุณอยู่ไหน ไปลงทะเบียน “ชิม ช็อป ใช้” รับแจกเงิน 1,000 ผ่านอี-วอลเล็ทแล้วหรือยัง บ้านผมอยู่เมืองนนท์ข้ามมาชิมมาช็อปในกรุงเทพฯ ได้หรือเปล่า ใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 ได้เงินคืน 15% ด้วยนะ

พูดอย่างนี้ไม่ใช่ชี้โพรงให้ “โกง” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อ้าว ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดกติกา เงินก็มาจากภาษีเรา อันที่จริงไม่ต้องชี้ เรื่องแบบนี้คนไทยฉลาดอยู่แล้ว คนทำงานนอกภูมิลำเนา หรือกินเที่ยวจังหวัดใกล้ ๆ มีมากมายก่ายกอง

ฉะนั้น ผลของมาตรการนี้ ฟันธงได้เลยว่า จะมีคนใช้ประโยชน์ล้น 10 ล้าน แต่ไม่มีผลกระตุ้นการใช้จ่ายท่องเที่ยวมากนัก คนส่วนใหญ่จะเอาเงินไปใช้ในกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว เพียงมีผลกระตุ้นการใช้อี-วอลเล็ท และสามารถไล่เก็บภาษีจากแหล่งชิมช็อปใช้ทั้งหลาย

ไม่เหมือนกับการแจกเงินผ่านบัตรคนจน คนแก่ ผู้มีบุตร เพิ่มอีก 500+500+300 เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งยอมรับว่าจะเกิดการหมุนเวียนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่หลัง 2 เดือนไปแล้วล่ะ จะทำอย่างไร ให้ “คนจน” 14.5 ล้านคนมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือจะต้องจัดงานเทกระจาดไปเรื่อย ๆ เป็นพัก ๆ นี่มันหนักกว่าที่เคยโจมตีทักษิณยิ่งลักษณ์ ว่าประชานิยมทำให้ประชาชนนิสัยเสียเอาแต่หวังพึ่งรัฐ

พักชำระหนี้เกษตรกร ปล่อยสินเชื่อชาวนา ก็แบบเดียวกัน คือเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ แต่อนาคตยังมืดแปดด้าน แม้คาดการณ์ได้ว่า เดี๋ยวกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ของประชาธิปัตย์ จะออกมาตรการประกันราคา ข้าว ยาง ปาล์ม ฯลฯ แต่ถ้าราคาพืชผลยังตกต่ำ การประกันก็เป็นแค่เตี้ยอุ้มค่อม ใช้เงินละลายแม่น้ำ ต่อเครื่องช่วยหายใจไปวัน ๆ

ยกตัวอย่าง ปาล์มน้ำมัน หมดอนาคตสิ้นเชิง หลังอียูเลิกใช้ ประกันราคาเท่าไหร่ก็ไลฟ์บอย

คนใต้เปรียบเปรยให้ฟัง เครื่องยนต์เศรษฐกิจภาคใต้ดับหมดทุกเครื่อง ยาง ปาล์ม ท่องเที่ยว ยังเหลือแต่ทุเรียน ไม่รู้จะเดินเครื่องได้อีกนานเท่าไหร่

ปล่อยกู้เอสเอ็มอี ธุรกิจเล็ก สินเชื่อที่อยู่อาศัย ก็คล้ายกัน คือเป็นมาตรการที่ขึ้นกับความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นในระยะสั้น แต่มองโลกอย่างเป็นจริง ใครบ้างคิดว่าปีหน้าปีโน้นเศรษฐกิจจะดี ส่งออกท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก จนกล้าผ่อนคอนโดริมรถไฟฟ้าราคาแพงเว่อร์

มาตรการเทกระจาด ในภาพรวมจึงเป็นความพยายามสกัดเศรษฐกิจฟุบ กลัวว่าปลายปีจะยิ่งแย่กว่าที่คาดกัน จึงทุ่มเงินออกมายันไว้ก่อน หวังปิดตัวเลขปี 62 ไม่ให้น่าเกลียดกว่านี้ โดยหวังว่าช่วงปลายปีการจับจ่ายใช้สอย การส่งออก จะดีขึ้น รวมทั้ง พ.ร.บ.งบประมาณจะผ่านพอดี

แต่นี่คือไปดูดาบหน้า ซึ่งขึ้นกับความเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจไทยจะดีกว่านี้ ทั้งที่ความจริง วิกฤติโลกน่าจะยืดเยื้อยาวนาน เผลอ ๆ แย่ลงไปกว่านี้ สงครามการค้า ความบ้าของทรัมป์ อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ ที่ทำให้หุ้นขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละวัน เป็นเพียงภาพสะท้อนวิกฤติเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ที่ไหลไปโผล่ตรงนั้นทีตรงนี้ที

ส่วนเศรษฐกิจไทย ก็ไม่สามารถปรับตัวปรับโครงสร้าง ภายใต้อำนาจรัฐราชการ ชนชั้นนำอนุรักษนิยม ซึ่งแข็งขืนครอบงำประเทศ ด้วยกองทัพ ด้วยกลไกกฎหมาย ศาล องค์กรอิสระ 250 ส.ว. ฯลฯ

อำนาจที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างชอบธรรม ไม่ใช่อำนาจที่ยั่งยืน ไม่มีเสถียรภาพแท้จริง จึงไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น ประเทศที่ไม่สามารถคาดเดาอนาคตออก ย่อมไม่มีใครอยากมาลงทุน

 มาตรการเทกระจาดโดยตัวมันเองไม่ถึงกับเลวร้าย แต่การยิงกราดสะเปะสะปะ ทั้งที่ไม่เห็นอนาคต นี่สิน่ากลัวกว่า