ตลาดที่(ไม่)ปลอดภัย

ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรุดตัวลงอย่างหนักต่อเนื่องหลายวัน มองตามสัญญาณเทคนิคเรื่องธรรมดาแต่เหตุผลที่ใช้อธิบายว่าด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปรวมทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐฯ หลังจากตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงและภาคการผลิตหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง

พลวัตปี 2019 : วิษณุ โชลิตกุล

ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรุดตัวลงอย่างหนักต่อเนื่องหลายวัน มองตามสัญญาณเทคนิคเรื่องธรรมดาแต่เหตุผลที่ใช้อธิบายว่าด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปรวมทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐฯ หลังจากตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงและภาคการผลิตหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง

กรณีที่องค์การการค้าโลก (WTO) ลงมติเห็นชอบต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรปวงเงิน 7.5 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากรัฐบาลในประเทศยุโรปให้การอุดหนุนบริษัทแอร์บัสอย่างผิดกฎหมายพร้อมระบุว่าสหภาพยุโรป (EU) ได้ปฏิเสธที่จะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการให้การอุดหนุนแอร์บัสหรือยกเลิกมาตรการดังกล่าวซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยทำให้ยอดขายของเครื่องบินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทรุดตัวลงอย่างมาก

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ออกแถลงการณ์ย้ำอีกว่าสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก EU ตามมติเห็นชอบของ WTO ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ โดยจะเก็บภาษีเครื่องบินพลเรือนขนาดใหญ่ในอัตรา10% และเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าเกษตรและสินค้าประเภทอื่น ๆ

ทางด้านนางเซซิเลีย มัลสตรอม ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า EU พร้อมจะตอบโต้สหรัฐฯ หากสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรปตามคำตัดสินของ WTO

นอกจากนี้ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนโดยออโตเมติกดาต้าโพรเซสซิ่งอิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 135,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนส.ค.ที่มีการขยายตัว 157,000 ตำแหน่ง

ขณะที่ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานสหรัฐฯ (ISM) ระบุว่าดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ ดิ่งลงสู่ระดับ47.8 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552 โดยดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตของสหรัฐฯ และเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 2

หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนักนำโดยหุ้นโบอิ้งและหุ้นแอปเปิลร่วงลง 2.5% หุ้นอินเทลกับหุ้นเฟซบุ๊กเป็นทิศทางที่ต้องเกิดขึ้นแต่การที่หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลงหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯร่วงลงอันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในสหรัฐฯ ไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นว่าอนาคตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นับวันเปราะบางยิ่งขึ้น

ข้อมูลด้านลบทำให้ฟันด์โฟลว์ย้ายกลับเข้าจากตลาดเก็งกำไรสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและโภคภัณฑ์ไปหาตลาดที่ปลอดภัยกว่าอย่างทองคำและตราสารหนี้ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงยามนี้ไม่มีตลาดไหนที่ปลอดภัยเลย

นักลงทุนต้องเลือกเอาว่าจะปะเสือหรือจระเข้ดีพร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าคงจะได้เจอแหล่งลี้ภัยที่ดีกว่า

ตัวอย่างคำปลอบใจเช้าวานนี้ว่าตลาดหุ้นไทยปรับลดลงมาติดต่อกัน 3 วันแล้วทำให้การปรับตัวลงจากนี้ไปอาจจะยังอยู่ในกรอบโดยมีแนวรับบริเวณ 1,600 และ 1,590 จุดก็คงได้รู้แล้วว่าเป็นจริงแค่ไหนเพราะยังมีตัวแปรที่รอคอยในสัปดาห์หน้าคือเทศกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2562 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งจะเริ่มจากกลุ่มสถาบันการเงินก่อน

แม้ยามนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองภาพรวมในเชิงลบว่ายังมีทิศทางที่ไม่สดใสนักรวมถึงนักลงทุนต่างชาติและกองทุนในประเทศยังขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยน่าจะถ่วงภาพรวมการลงทุน ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อตลาดมากนักก็ยังมีตัวแปรที่อำพรางตัวในตลาดทำให้ผันผวนง่ายมาก

ความเปราะบางนับจากนี้ไปของตลาดหุ้นไทยถือว่าค่อนข้างสูงเพราะตัวแปรภายนอกไม่ค่อยเอื้อ ตัวอย่างจากผลสำรวจล่าสุดจาก “58 ซีอีโอ ประเมินเศรษฐกิจไตรมาส4 แนวโน้ม ทรงตัว ห่วงกำลังซื้อในประเทศกดดัน หวังมาตรการรัฐช่วยกระตุ้น เผยส่วนใหญ่ยังมีแผนลงทุนเพื่อรักษาระดับการเติบโตของธุรกิจแบบประคองตัว

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยโค้งสุดท้ายยังไร้สัญญาณฟื้นตัว นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังห่วงส่งออกรูดยาวเริ่มกระทบจ้างงานที่ทำให้กลุ่มรายได้น้อยน่าห่วงสุดส่งผล “การบริโภค-การลงทุน” ชะลอตาม ขณะมาตรการรัฐทำได้เพียงประคับประคอง

สถานการณ์เช่นนี้ยากจะหาตลาดที่ปลอดภัยจริงค่อนข้างยาก หากเพิ่มมุมมองเชิงลึกว่าภาวะนี้กำลังแถมพ่วงด้วยปัจจัยลบอีก 2 ด้านที่เลวร้ายพอกันคือสงครามการค้าและการพุ่งขึ้นของหนี้สาธารณะของชาติต่าง ๆ เข้าข่าย ดินพอกหางหมู

ท่าทีของฟันด์โฟลว์เกี่ยวกับตลาดปลอดภัย อาจจะต้องทบทวนใหม่