SPALI จ่อลุยคอนโดฯในฟิลิปปินส์ พร้อมศึกษาลงทุนเมียนมา-อังกฤษ หลังมองอสังหาฯไทยชะลอตัว

SPALI จ่อลุยคอนโดฯในฟิลิปปินส์ พร้อมศึกษาลงทุนเมียนมา-อังกฤษ หลังมองตลาดอสังหาฯไทยชะลอตัว

นายประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการที่ปรึกษา บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการกลับเข้าไปลงทุนใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกับพันธมิตร เนื่องจากบริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะชาวฟิลิปปินส์มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น และผู้ที่ออกไปทำงานต่างประเทศก็มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าในปัจจุบัน ยังเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนด้วยต้นทุนที่ถูกลง

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการศึกษาการลงทุนอย่างระมัดระวัง เพราะการลงทุนในต่างประเทศถือว่ายังมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้มีความคุ้นเคยมากนัก ขณะที่บริษัทยังมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น เมียนมาและอังกฤษ โดยในเมียนมาได้เข้าไปศึกษาแล้ว แต่ยังติดปัญหาราคาที่ดินสูงมาก อาจจะไม่คุ้มค่าในการลงทุน ส่วนอังกฤษก็มีความน่าสนใจ แต่ยังไม่ได้เข้าไปศึกษาอย่างจริงจัง

ส่วนการลงทุนในออสเตรเลีย ล่าสุดบริษัทได้เพิ่มเงินลงทุนอีก 8 ล้านดอลลาร์ออเตรเลีย เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ โดยการลงทุนในออสเตรเลียถือว่าได้รับผลตอบแทนลงทุนกลับมาดี หลังจากการพัฒนาโครงการของบริษัทร่วมกับพันธมิตรในช่วงที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ ทำให้บริษัทยังคงจะเดินหน้าลงทุนในออเตรเลียอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นประเทศที่มีความคุ้นเคย รวมไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของออสเตรเลียเริ่มเห็นการฟื้นตัว

สำหรับแนวโน้มภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วง 2 ปีนี้ (ปี 62-63) มองว่าน่าจะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากปัจจัยมาตรการ LTV ส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ ประกอบกับกำลังซื้อก็ยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ

ดังนั้น จึงมองว่าแนวโน้มยอดขายของภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 62 คงจะลดมาอยู่ที่ 80,000 หน่วย จากปีก่อนที่ขายได้ 120,000 หน่วย โดยลดลงทั้งตลาดคอนโดมิเนียมและแนวราบ ซึ่งตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบจากการที่นักลงทุนและลูกค้าชาวจีนหายไปจากตลาด ทำให้การขายโครงการชะลอตัว ส่วนแนวราบเป็นผลมาจากลูกค้าต้องเพิ่มเงินดาวน์มากขึ้นเป็น 20% จากเดิมที่ 10% ทำให้บางกลุ่มชะลอการซื้อออกไป

ทั้งนี้ ยังมองว่าอัตราการขายในปีนี้จากคำนวณได้ผลออกมาที่ระดับ 25% ยังถือว่าเป็นอัตราการขายที่ปกติที่ระดับ 20-25% ถือว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงอยู่ในภาวะปกติ จึงไม่น่ากังวลว่าจะเกิดวิกฤต แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันเข้ามาก็ตาม เพราะเป็นระดับที่ผู้ประกอบการยังสามารถอยู่รอดได้ และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20-25% นับเป็นอัตราปกติของผู้ประกอบรายใหญ่และรายเล็ก แต่หากอัตราการขายลดลงต่ำกว่า 20% ถือว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างชัดเจน แต่จากข้อมูลที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 54-61 ยังไม่เคยเกิดชึ้น

ด้านจำนวนการเปิดโครงการใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลในปีนี้มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 80,000 ยูนิต จากปีก่อนที่ 120,000 ยูนิต ซึ่งเป็นไปตามภาวะของตลาดที่ผู้ประกอบการมองว่าอาจจะเกิดภาวะการชะงักงันจากผลกรพทบของปัจจัย LTV เกิดขึ้น ทำให้มีการชะลอการเปิดโครงการใหม่และเลื่อนการเปิดโครงการออกไป ซึ่งปัจจัยการเปิดโครงการใหม่ที่ลดลงยังส่งผลกระทบมาถึงการขายที่ลดลงไปด้วย แต่ถือว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงอยู่ในภาวะปกติ ยังไม่มีความน่ากังวลในขณะนี้

คำค้น