
สแกน 28 หุ้นกลุ่ม SET100 ราคาต่ำบุ๊ก-พีอีต่ำ 15 เท่า
เปิดโผ 28 หุ้นกลุ่ม SET100 ราคาต่ำบุ๊กและมี P/E ต่ำกว่า 15 เท่า RCL นำทีม P/E ต่ำสุดเพียง 3.22 เท่า ขณะที่ SIRI จ่ายปันผลเด่น 9.25% ชี้เป้าโอกาสสะสมหุ้นพื้นฐานดีแถมปันผลสูง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาวะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้มีหุ้นพื้นฐานดีหลายบริษัทในกลุ่ม SET100 ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่มีราคาซื้อขายบนกระดานต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) หรือมีค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า และยังมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ต่ำกว่า 15 เท่า ซึ่งในมุมมองของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการพิจารณาเข้าสะสม เนื่องจากเปรียบเสมือนการซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัท และสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาที่ไม่นานจนเกินไป
โดยจากการสำรวจข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 พบว่า มีหุ้นในกลุ่ม SET100 จำนวน 28 หลักทรัพย์ ที่เข้าเกณฑ์ราคาต่ำบุ๊กและ P/E ต่ำกว่า 15 เท่า โดยกลุ่มที่มีค่า P/E ต่ำที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ 1 บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL มีระดับ P/E ต่ำที่สุดเพียง 3.22 เท่า และมี P/BV ที่ 0.49 เท่า โดยมีราคาปิดอยู่ที่ 31.25 บาท เทียบกับมูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้นที่สูงถึง 64.34 บาท นอกจากนี้ยังมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ในระดับที่น่าสนใจถึง 7.87%
อันดับ 2 บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT มีระดับ P/E ที่ 4.75 เท่า และ P/BV ที่ 0.54 เท่า โดยมีราคาปิด 9.30 บาท เทียบกับมูลค่าทางบัญชี 17.18 บาท และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 2.16%
อันดับ 3 บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA มีระดับ P/E ที่ 5.00 เท่า และ P/BV ที่ 0.63 เท่า โดยมีราคาปิด 20.70 บาท เทียบกับมูลค่าทางบัญชี 32.32 บาท และให้อัตราเงินปันผลตอบแทน 4.22%
อันดับ 4 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI มีระดับ P/E ที่ 5.43 เท่า และ P/BV ที่ 0.49 เท่า ราคาปิด 1.42 บาท เทียบกับมูลค่าทางบัญชี 2.83 บาท โดย SIRI ถือเป็นหุ้นที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงสุดในตารางถึง 9.25%
อันดับ 5 บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP มีระดับ P/E ที่ 6.19 เท่า และ P/BV ที่ 0.58 เท่า ราคาปิด 8.45 บาท เทียบกับมูลค่าทางบัญชี 14.65 บาท และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 6.12%
นอกจากหุ้น 5 อันดับแรกแล้ว ยังมีหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนให้ความสนใจติดโผเข้ามาอีกหลายบริษัท ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในแง่ของมูลค่าที่ถูกและอัตราเงินปันผลที่สูง อาทิ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB (P/E 10.25 เท่า, P/BV 0.98 เท่า) จ่ายปันผล 7.81%, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI (P/E 7.80 เท่า, P/BV 0.58 เท่า) จ่ายปันผล 7.54%, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK (P/E 9.06 เท่า, P/BV 0.77 เท่า) จ่ายปันผล 7.34% และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL (P/E 6.89 เท่า, P/BV 0.55 เท่า) จ่ายปันผล 6.02%
รวมไปถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และการบริโภค เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT (P/E 11.15 เท่า, P/BV 0.89 เท่า), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF (P/E 6.67 เท่า, P/BV 0.72 เท่า) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU (P/E 9.53 เท่า, P/BV 0.98 เท่า)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นที่ซื้อขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีและมี P/E ต่ำ จะเป็นโอกาสที่น่าสนใจในการพิจารณาเข้าลงทุนเพื่อรับเงินปันผลและผลตอบแทนในระยะยาว แต่นักลงทุนควรวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเชิงลึก ประกอบกับแนวโน้มการทำกำไรของบริษัทในอนาคต ความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด และความเสี่ยงของอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

