พาราสาวะถี

หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ยิ่งโลกการเมืองยิ่งไม่มีอะไรเป็นความลับ กับการเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลของ “เสี่ยหมา” พิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อม สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ คงไม่มีปัญหาถ้าคนแรกไม่ได้ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระไปก่อนหน้าด้วยความไม่พอใจการดูแคลนว่าเป็นลิงที่คอยรับกล้วยจากมือประสานสิบทิศของพรรคแกนนำรัฐบาล

อรชุน

หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ยิ่งโลกการเมืองยิ่งไม่มีอะไรเป็นความลับ กับการเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลของ “เสี่ยหมา” พิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อม สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ คงไม่มีปัญหาถ้าคนแรกไม่ได้ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระไปก่อนหน้าด้วยความไม่พอใจการดูแคลนว่าเป็นลิงที่คอยรับกล้วยจากมือประสานสิบทิศของพรรคแกนนำรัฐบาล

การเข้าไปทำเนียบฯ หนนี้บอกว่าไปพบทีมงานของพี่ใหญ่ ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่ามีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปทำให้เกิดข้อครหา ในจังหวะที่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า ดังนั้น การที่จะถูกมองว่าไปเพื่อสัญญาว่าจะยกมือผ่านการันตีหนึ่งเสียงให้ซีกรัฐบาลเกิดความมั่นใจ ก็อย่าได้โกรธกัน ส่วนจะมีกล้วยให้กินกันหรือไม่ วิญญูชนทั้งหลายพึงรับรู้ได้ว่าเป็นอย่างไร

ความจริงไม่น่าจะต้องกังวลอะไรอีกแล้วกระมัง หลังจาก วิษณุ เครืองาม โชว์ความแตกฉานด้านกฎหมายรายงานให้ที่ประชุมครม.เมื่อวันจันทร์ รัฐมนตรีที่เป็นส.ส. 19 คนไม่ต้องกังวลเรื่องร่วมโหวตร่างกฎหมายงบประมาณ เพราะสามารถทำได้ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกฉบับไหนไม่ได้บังคับ ที่สำคัญตีความกันแบบง่าย ๆ การมีส่วนได้ส่วนเสียต้องเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องงบประมาณเป็นเรื่องส่วนรวมของประเทศชาติ ถือเป็นเรื่องสำคัญคนที่เป็นส.ส.มีหน้าที่ยกมือหนุนหรือค้านได้

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เรื่องการอธิบายข้อกฎหมายในเชิงเป็นคุณกับอำนาจเผด็จการสืบทอด ที่เสมือนเป็นหน้าที่สำคัญของเนติบริกรรายนี้มาตลอดเวลากว่า 5 ปีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องศักดิ์ศรีหรือความเป็นครูบาอาจารย์ด้านกฎหมายใดๆ แม้กระทั่งหนังสือที่ตัวเองเขียนด้วยมือก็สามารถลบด้วยเท้าได้ เพื่อค้ำยันให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไร้มลทิน ไม่มีความผิด ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญและชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใดกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณที่จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ว่ารัฐมนตรีมาร่วมโหวตได้แล้วทำให้เกิดความสบายใจ ไม่ใช่เพราะเสียงรัฐบาลมีมากกว่าฝ่ายค้าน หากแต่ งูเห่าชั่วคราว”ทั้งหลายก็พร้อมทำงานอย่างแข็งขัน งานนี้ไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไรกับพรรคต้นสังกัดให้มาก และโดยเฉพาะบางพรรคที่บอกว่าจะเลือกค้านเป็นเรื่อง ๆ ด้วยแล้ว แค่คำอธิบายว่ากฎหมายงบประมาณสำคัญต่อประเทศชาติและประชาชน จึงต้องยกมือให้ผ่านเท่านี้ถามว่าใครจะกล้ามีปัญหา

ส่วนเรื่องอามิสสินจ้างหรือกล้วยที่จะให้ลิงกิน เมื่อรับกันสด ๆ แล้วแต่วิธีการถามว่าจะมีใครหน้าไหนมีใบเสร็จมายืนยัน เห็นได้จากการโหมประโคมข่าวเรื่อง 14 ส.ส.พรรคนายใหญ่ไปกินข้าวกับแกนนำพรรคสืบทอดอำนาจวันอภิปรายปมถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ ขึงขังว่ามีหลักฐาน ขู่กันว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย วันนี้เป็นยังไงทุกอย่างหายไปกับสายลม ไปถามฝ่ายที่ขู่ก็จะได้คำตอบคลาสสิกว่า กำลังรวบรวมพยานหลักฐานและดูข้อกฎหมายอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องดูกันอีกนานเท่าไหร่

ต้องทำจริงจังเหมือนอย่าง ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กับ สิระ เจนจาคะ สองส.ส.พรรคสืบทอดอำนาจที่รวบรวมรายชื่อ 51 ส.ส.ของพรรคตัวเอง ยื่นหนังสือถึง ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาถอดถอน 6 แกนนำฝ่ายค้าน ปมจัดเวทีเสวนาที่ปัตตานีแล้วมีนักวิชาการพูดถึงมาตรา 1 เป็นเรื่องที่ไม่ควร รวมถึงกรณีการใช้อำนาจหน้าที่การเป็นส.ส.เข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของกอ.รมน.หรือหน่วยงานราชการเพื่อตัวเองและพรรค โดยผู้ร้องมองว่าเป็นการใช้อำนาจมิชอบหรือไม่

จากกรณีที่จะมีการเรียก พลตรีบุรินทร์ ทองประไพ เข้าชี้แจงในประเด็นการไปแจ้งความดำเนินคดีแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการรวม 12 คน เรียกได้ว่าเดินหน้าปกป้องเครือข่ายของขบวนการสืบทอดอำนาจกันอย่างเต็มที่ เพราะอย่าลืมว่าการที่ผู้นำเผด็จการได้ไปนั่งชูคออยู่ในตำแหน่งอีกกระทอกนั้น หาใช่เพราะพรรคที่สนับสนุนชนะการเลือกตั้งไม่ ถ้าไม่มีส.ว.ลากตั้ง 250 เสียงก็ไม่รู้ว่าป่านนี้สถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร

เริ่มเห็นได้เด่นชัดมากขึ้นกับกลเกมของเผด็จการสืบทอดอำนาจที่อ้างข้อกฎหมายในการเอาผิดฝ่ายเห็นต่าง นอกจากแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการดังว่าแล้ว ล่าสุดก็มีการดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวอีกรายด้วยข้อกล่าวหามาตรา 116 เหมือนกันพ่วงไปกับความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และไม่รู้ว่าจะมีข้อหามาตรา 112 ด้วยหรือไม่ เพราะเห็น พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ ประกาศไว้วันก่อนภายใน 7 วันจะมีการแถลงข่าวใหญ่เกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบัน

ย้ำกันอีกครั้งการกระทำผิดในเรื่องดังว่านี้ หากมีข้อมูลหลักฐานจริง ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด อย่าใช้การตีความหรือกล่าวหาแบบไร้หลักฐาน โดยมุ่งหวังทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตและทำลายฝ่ายตรงข้าม เหมือนกรณีผังล้มเจ้ากำมะลอ ที่คนกระทำผิดยังได้ดิบได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ ความเป็นจริงอย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วงกัน เรื่องความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันนั้นคนไทยทุกคนถือเป็นเรื่องที่อยู่ในหัวใจกันตั้งแต่เกิดแล้ว ดังนั้น จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีใครนำประเด็นนี้มาดำเนินการเพื่อหวังผลทางการเมือง

อีกกรณีและน่าจะเป็นการตบหน้าคนของฝ่ายรัฐบาลที่เข้าชื่อถอดถอนแกนนำพรรคฝ่ายค้าน คือบทสัมภาษณ์ของวิษณุที่พูดถึงการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีผู้พิพากษายิงตัวเอง ถือเป็นสิทธิและอำนาจที่สามารถทำได้แต่อย่าไปลงลึกถึงเนื้อหาของคำพิพากษา แน่นอนกรณีเดียวกันเทียบเคียงกับการเชิญนายทหารขี้ฟ้องมาให้ข้อมูล ย่อมไม่ใช่การใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการกลั่นแกล้งข้าราชการประจำ เพราะแต่ละฝ่ายถือว่ามีหน้าที่

เว้นเสียแต่จงใจจะมืดบอดทางปัญญาและความคิด โดยปกป้องลิ่วล้อของเผด็จการแบบไม่ลืมหูลืมตา โดยลืมมองไปว่าที่ข้าราชการประจำบางคนทำตัวสอพลอแล้วดำเนินคดีกับประชาชน คนเห็นต่างจากฝ่ายกุมอำนาจนั้นเป็นการกลั่นแกล้งผู้บริสุทธิ์หรือไม่ นี่ก็เป็นเชื้อความคิดชั่วที่อยู่ในหัวสมองของพวกยกหางเผด็จการแบบไม่ลืมหูลืมตาเหมือนกัน