เคาะ 8 หุ้น Top pick ลงทุนเดือนธ.ค.เน้นพื้นฐานแกร่งราคาลงลึก-รับเม็ดเงิน LTF ไหลเข้า

เคาะ 8 หุ้น Top pick ลงทุนเดือนธ.ค.เน้นพื้นฐานแกร่งราคาลงลึก-รับเม็ดเงิน LTF ไหลเข้า

เข้าสู่การลงทุนเดือนสุดท้าย(ธันวาคม) ปี 2562 “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมกลยุทธ์การลงทุนพร้อมปัจจัยที่ต้องจับตาในการลงทุนมานำเสนอ โดยอาศัยบทวิเคราะห์จาก 3 โบรกเกอร์ชั้นนำของไทยนำโดย บล.ฟินันเซีย ไซรัส,บล.กรุงศรี, บล.โนมูระ พัฒนสิน และ บล.ทรีนีตี้ 

โดยโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่าภาวะตลาดในเดือนธันวาคมจะฟื้นตัวได้ดี เนื่องจากตลาดมีความคาดหวังมากขึ้นต่อการเข้าสู่ช่วง High season ของหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปี อีกทั้งคาดเม็ดเงิน LTF ที่มักจะไหลเข้ามาพยุงตลาดในช่วง สุดท้ายของปีจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จำกัด Downside ของตลาด

ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงเน้นลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วง High season และกลุ่มหุ้นพื้นฐานที่ราคาลงแรง รวมถึงเก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET50/100 รอบใหม่และมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวอาทิ BCH, CPALL, CPF, PLANB, TCAP, BBL, ERW และ MINT  ซึ่งระบุไว้ในบทวิเคราะห์ดังนี้

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า สถิติตลาดหุ้นเดือน ธ.ค. มักขยับขึ้นเล็กน้อยราว 2% M-M จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ชะลอ ขณะที่สถาบันในประเทศมักซื้อสุทธิเฉลี่ย 1.5-1.8 หมื่นล้านบาทจากแรงหนุนของ LTF+RMF แม้เม็ดเงินปีนี้อาจน้อยกว่าในอดีต บวกกับภาวะศก.ไทยที่คาดทยอยฟื้นช้าๆ เช่นเดียวกับผลประกอบการ และการค้าสหรัฐ-จีนที่หวังว่าจะผ่อนคลายขึ้น ยังมอง 1,580-1,600 จุดเป็นจุดสะสมหุ้นระยะกลาง-ยาว ยังคงเน้นหุ้นกำไรดีและทนทานภาวะศก.ได้ ได้แก่ BCH, CPALL, CPF, PLANB, TCAP

กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว//สะสมหุ้นพื้นฐานเพิ่มหากตลาดอ่อนตัวลงหากรอบ 1,580-1,600 จุด ส่วนที่ซื้อแล้วถือต่อ หุ้นเด่นเดือน ธ.ค. :  BCH, CPALL, CPF, PLANB, TCAP

 

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เดือน ธ.ค.คาด SET ผันผวนในกรอบ 1,550 -1,640 จุด กลยุทธ์ Selective buy เน้นกลุ่ม ท่องเที่ยว โรงพยาบาล และสินค้าเกษตร รวมถึงเก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET50/100 รอบใหม่ Top pick – BBL, BCH, CPF, ERW และ MINT:

SET Index เดือน ธ.ค.ลดลง 0.7% แต่พอร์ตลงทุนของเราชนะตลาดให้ผลตอบแทน +7.4% โดยมีหุ้น ERW ให้ผลตอบแทนสูงสุด +16.4% ส่วนแนวโน้มเดือน ธ.ค. คาด SET Index จะผันผวนในกรอบ 1,550 -1,640 จุด โดย Set มีโอกาสลดลงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของเดือน เพราะยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนจาก Trade war

อย่างไรก็ตามมอง Down side ที่ดัชนีจะปรับลงค่อนข้างจำกัดเพราะเชื่อว่าแรงซื้อจาก LTF จะช่วยหนุนและประคองดัชนีเอาไว้ กลยุทธ์การลงทุนเดือน ธ.ค.ยังเป็น Selective buy เน้นกลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วง High season คือ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว อาทิ โรงพยาบาล และ กลุ่มสินค้าเกษตร Top pick เดือน ธ.ค. BBL, BCH, CPF, ERW, และ MINT

 

บล.โนมูระ พัฒนสิน  ระบุในบทวิเคราะห์ว่า นักลงทุนรอความชัดเจนประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้ทั้งสองจะใกล้บรรลุข้อตกลงการค้ากันได้สำเร็จ แต่การที่สหรัฐฯลงนามในร่างกฏหมายสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงทำให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อการเจรจาในช่วงถัดไปหรือไม่ ขณะที่ภาษีก้อนที่สหรัฐฯจะเรียกเก็บจากจีนอีก 1.6 แสนล้านเหรียญ ที่ 15% จะมีผลบังคับใช้ 15 ธ.ค.นี้ ทำให้การลงทุนโดยรวมเกิดเป็นภาพ “Wait and Hold”

ทั้งนี้ จิตวิทยาการลงทุนได้แรงหนุนบวกจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่สดใส หลังตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคการบริโภค ของทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน และเอเชีย เริ่มฟื้นตัว จึงประเมินเศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะหนุนสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวรอบใหญ่ในปี 2020 ได้

ส่วนปัจจัยหลักในสัปดาห์นี้ คือ การประชุม OPEC & Non-OPEC Meeting 5-6 ธ.ค. มีแนวโน้มที่ OPEC และพันธมิตรจะขยายเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตต่อไปจนถึงเดือนมิ.ย. 2020 จากปัจจุบันสิ้นสุดที่เดือนมี.ค. 2020 ซึ่งหากปรับลดจริงตามคาด จะหนุนกลุ่มพลังงานนำดัชนีได้

นอกจากนี้ เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 253 คาดกระแสเงินจากกองทุน LTF จะเริ่มเข้ามาเด่น ซึ่งจากสถิติเดือนธ.ค.จะมีเม็ดเงิน LTF เข้ามามากที่สุด เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี กว่า 3 หมื่นล้านบาท ประกอบกับปีนี้ ยอด 8 เดือนยังซื้อน้อยเพียง 2.2 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดว่ากองทุนลดหย่อนภาษีใหม่ (ทดแทน LTF) ที่จะมีความชัดเจนในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งยอดซื้อ LTF ในเดือนธ.ค.ได้

กลยุทธ์การลงทุน: ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งในกรอบซื้อเชิงพื้นฐานกรอบ 1580-1620จุด เป็นจุดซื้อเชิงพื้นฐาน กลยุทธ์จึงยังคงลักษณะตั้งรับ Big Cap (PTT PTTEP TOP PTTGC ADVANC AOT) และกลุ่ม Deep Valuation (SCB BBL KKP BH CPF) ผสานท่องเที่ยว(SPA, ERW, MINT) และ Mid small ทีแนวโน้มผลประกอบการดี : HTC, JMART CHAYO STPI ICHI SPA JMT, SABINA, JUBILE

 

บล.ทรีนีตี้  ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  คาดการณ์ SET Index ในเดือนธันวาคมแกว่งตัวในกรอบ 1570 – 1630 จุด โดยปัจจัยจำกัด Upside ที่สำคัญยังคงได้แก่ Valuation ที่อยู่ในระดับสูง ส่วนปัจจัยจำกัด Downside ที่สำคัญได้แก่ เม็ดเงิน LTF ที่คาดว่าเตรียมจ่อเข้าตลาดอีกประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท ในเชิงกลยุทธ์ ยังคงไม่แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนจนกว่าดัชนีจะลงไปใกล้ระดับแนวรับ และแนะนำ Selective เป็นรายธีม ซึ่งหนึ่งในธีมที่น่าสนใจประจำเดือนนี้ได้แก่

Index rebalancing: แนะนำถือครอง VGI หลังเข้าสะสมไปในช่วงที่ผ่านมา จากความคาดหวังที่ตัวหุ้นจะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 และ SET100 ในรอบถัดไป เนื่องจากผลการศึกษานับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา พบว่าหุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 นั้นมักปรับตัว Outperform ตลาดได้ราว 5% นับตั้งแต่ช่วง 6 สัปดาห์ก่อนหน้าวันมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันมีผลบังคับใช้ ซึ่งในรอบนี้ตรงกับวันที่ 2 ม.ค. 2563 แนวรับ 1,574 แนวต้าน 1,603

สำหรับปัจจัยที่น่าสนใจในเดือนธ.ค. ได้แก่

1) การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องติดตามในเดือนนี้ เนื่องจากจะมีผลกระทบไปสู่การตัดสินใจของทั้ง 2 ประเทศ ว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อกันในวันที่ 15 ธ.ค.นี้หรือไม่ หากมีการเก็บเพิ่มจริง มองกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับแรงกดดันในระยะสั้น เนื่องจากมีสินค้าที่เกี่ยวข้องที่เตรียมถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอย่างเช่น Smartphone และ Laptop ต่างๆ

2) ผลการประชุมร่วมระหว่างกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ในวันที่ 5-6 ธันวาคมนี้ ซึ่งอาจมีการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการลดกำลังการผลิตของกลุ่มในอนาคต ในกรณีฐาน เราคาดว่าที่ประชุมจะมีมติเพียงแค่คงการลดกำลังการผลิตในอัตราเท่าเดิมที่วันละ 1.2 ล้านบาร์เรล     ซึ่งหากออกมาเช่นนี้จริง มองว่านักลงทุนบางส่วนอาจผิดหวัง และนำมาสู่การย่อตัวลงของราคาน้ำมันดิบได้

3) ผลการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ซึ่งจากผลโพลล่าสุดพบว่าพรรค Conservatives ที่นำโดยนายกฯคนก่อน Boris Johnson มีโอกาสสูงที่จะได้รับชัยชนะอีกครั้ง ซึ่งหากออกมาในกรณีนี้จริง มองจะยังไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตลาด Price in อยู่แล้ว แต่มองว่าประเด็น Brexit นี้จะเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น เมื่อเข้าใกล้เส้นตายวันที่ 31 ม.ค.ปีหน้า

4) ประเมินมีเม็ดเงินอีกอย่างน้อยราว 1-2 หมื่นล้านบาทที่จ่อรอเข้ากองทุน LTF ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะไหลตรงเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ เนื่องจากกองทุนไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องกันเงินสดไว้มากเพื่อรองรับการไถ่ถอนในช่วงต้นปีหน้า เพราะจะไม่มี Fresh redemption แต่อย่างใด

5) ติดตามผลการพิจารณาของกระทรวงการคลังต่อประเด็นกองทุนรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาทดแทน LTF หากไม่มีข้อจำกัดทางด้านการลงทุน มองว่า CK จะเป็นตัวที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากจะยังคงอยู่ในเรดาร์การลงทุนของนักลงทุนสถาบันต่อไป ทั้งๆที่เตรียมจะถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นยั่งยืนในรอบที่จะถึงนี้

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น