คนใจหิน+กระทงหลงทาง

“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” คำขวัญ “อาเซียน ซัมมิต” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นสโลแกนเก๋ไก๋ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่รู้ว่าใครควรจะใช้กับใคร ใครควรจะน่าห่วงกว่ากัน...

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” คำขวัญ “อาเซียน ซัมมิต” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นสโลแกนเก๋ไก๋ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่รู้ว่าใครควรจะใช้กับใคร ใครควรจะน่าห่วงกว่ากัน…

เพราะขณะนี้ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย อยู่ในลำดับที่ 8 ในชาติอาเซียน 10 ประเทศ เหนือกว่าเพียงบรูไนและสิงคโปร์เท่านั้น

ตามประมาณการกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ในปีนี้ 2562 เศรษฐกิจโตอันดับ 1 ในอาเซียนคือกัมพูชา เติบโตร้อยละ 7, เวียดนาม 6.5, ลาว 6.4, เมียนมา 6.2, ฟิลิปปินส์ 5.7, อินโดนีเซีย 5

ไทย 2.9% บรูไน 1.8% และสิงคโปร์ 0.5%

เงินบาทแข็งโป๊กอย่างนี้ การส่งออกของไทยติดลบแน่นอน และปีหน้าก็อย่าหวังว่า การส่งออกจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก

เปรียบเทียบกับเวียดนาม 10 เดือนมานี้ (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออกมีมูลค่าทั้งสิ้น 241,468 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.8 นำเข้า 232,360 ล้านเหรียญฯ ขยายตัวร้อยละ 7.4 ยังคงเกินดุล

ปีที่แล้วทั้งปี (2018) ยอดส่งออกเวียดนาม 243,500 ล้านเหรียญฯ ขยายตัวร้อยละ 13.2 และมียอดเกินดุลการค้าอยู่ 6,800 ล้านเหรียญฯ

มูลค่าส่งออกของเวียดนาม สูสีกับมูลค่าส่งออกของไทยแล้วนะครับ และในอนาคตอันใกล้นี้ ก็มีความเป็นไปได้อย่างสูง จะทิ้งห่างไทย

ปีที่แล้ว ยอดส่งออกเวียดนามยังตามไทยในระดับ 2.5:2.4 แสนล้านเหรียญฯ แต่มาปีนี้ เวียดนามแซงไทยได้แล้วครับ ยอดส่งออก 10 เดือนแรก ไทยตามเวียดนามอยู่ในระดับ 2.0:2.3 แสนล้านเหรียญฯ

มันก็มีปัจจัยอยู่หลายสาเหตุประกอบกัน แต่ปัจจัยหนึ่งแน่ ๆ เลยก็คือ ค่าเงินบาท ที่แข็งค่าเป็นอันมากนับตั้งแต่ต้นปี 62 ถึงร้อยละ 7.7

เป็นสกุลเงินเอเชียที่แข็งค่ามากที่สุด แล้วมันจะไปค้าขายแข่งกับใครไหว

เมื่อสัปดาห์ก่อน พอดีมีโอกาสได้ฟังเสียงบ่นซุบซิบลับหลังการประชุมหอการค้าทั่วประเทศที่จ.ลำปาง ซึ่งดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไปบรรยายปิดงานตามจารีตเดิม ๆ ที่ปฏิบัติจัดทำกันมา

แทนที่รองฯสมคิดจะแสดงความเห็นใจเหล่าพ่อค้าที่ขายของไม่ออก เพราะเงินบาทแข็งค่ากับใคร กลับมองเป็นโอกาสให้ภาคเอกชนขยายการลงทุนและลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักร พร้อมทั้งแนะนำหอการค้าไทยให้สอนผู้ประกอบการประกันความเสี่ยงค่าเงิน

เสียงซุบซิบจากหลังห้องก็ตรึมสิครับ

ท่านรองฯสมคิดดันมองปัญหาค่าเงินบาทเกิดจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งมาก จึงทำให้เงินบาทอ่อนได้ยาก

“เศรษฐกิจดีกับผีอะไรล่ะ” นั่นคือเสียงบ่นที่ 1

เสียงบ่นที่ 2 ก็คือ “ท่านรองฯบอกให้เราฉวยโอกาสบาทแข็งเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ ถามว่า เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่แล้วจะเอาไปขายใครล่ะ ในเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างนี้ และค่าเงินบาทก็ไม่เป็นใจ ขายออกไปก็ยาก ได้ดอลลาร์กลับมาก็ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน”

เสียงบ่นลำดับ 3 ต่อมาก็คือ “เรื่องเฮดจ์ค่าเงินน่ะ พวกเรารู้กันมาตั้งนานแล้ว รู้มาก่อนท่านรองฯจะเข้ามาเล่นการเมืองเสียอีก ไม่ต้องหาใครมาสอนพวกเราหรอก ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ขายของไม่ได้ ทำยังไงจะขายของให้ได้มากกว่า” จบข่าว

เรื่องค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องที่อยู่ในการดูแลกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่แบงก์ชาติปกป้องราวไข่ในหิน ไม่อยากให้มีการปรับลดมาก เพราะกลัวปัญหาเงินเฟ้อ

อันไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัวแต่ประการใดเลย เพราะปัญหาขณะนี้ มันคือ “เงินฝืด” ครับ

เรื่องที่ควรกลัว กลับไม่กลัว ส่วนเรื่องที่ไม่ควรกลัว ก็กลับกลัว นั่นละแบงก์ชาติ ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาเศรษฐกิจ การค้าขายลงทุน หรือความทุกข์ยากของเศรษฐกิจรากหญ้าใด ๆ ทั้งสิ้น

ประดุจหนึ่ง “คนในหิน” ก็ไม่ปาน

เมื่อมาเจอกับ “กระทงหลงทาง” มากว่า 5 ปีของรัฐบาล ที่ชูแนวทาง “แจกเงิน” เป็นแนวทางเอกในการบริหารเศรษฐกิจ ก็เลยเหมือน “ผีเน่า” กับ “โลงผุ”

ความฉิบหายย่อมมาเยือน เมื่อ “คนใจหิน” มาเจอกับ “กระทงหลงทาง”