
“อิหร่าน” ประณาม “สหรัฐ-อิสราเอล” หลังโจมตีใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์
อิหร่านประณามการโจมตีทางอากาศใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ของสหรัฐอเมริการและอิสราเอล เตือนเสี่ยงวิกฤตต่อเอเชียตะวันตก ขณะที่ IAEA ย้ำพื้นที่นิวเคลียร์ต้องไม่เป็นเป้าหมายโจมตี และยังไม่พบระดับรังสีเพิ่มขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 เม.ย.69) นายเซเยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาประณามกรณีสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ของอิหร่าน เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤตต่อภูมิภาคเอเชียตะวันตก
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอิหร่านยืนยันว่า มีขีปนาวุธตกในบริเวณใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวของประเทศที่ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ในช่วงเช้าวันเสาร์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 1 ราย และอาคารภายในพื้นที่ได้รับความเสียหาย โดยนับเป็นการโจมตีครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้น
ทั้งนี้ นายอารักชีระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่า “อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดถล่มโรงไฟฟ้าบูเชอร์ของเราเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ฝุ่นกัมมันตรังสีที่แพร่กระจายจะทำลายล้างชีวิตในเมืองหลวงของกลุ่มประเทศ GCC ไม่ใช่เพียงแค่ในกรุงเตหะราน”
อย่างไรก็ดี สำนักข่าวทาสนิม ซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า การโจมตีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า เนื่องจากโครงสร้างหลักของโรงงานยังไม่ได้รับความเสียหาย
ด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ยังไม่มีรายงานการเพิ่มขึ้นของระดับรังสีแต่อย่างใด
ขณะที่นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า พื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือบริเวณใกล้เคียง “ต้องไม่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี” และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นทางทหารอย่างสูงสุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะนำไปสู่อุบัติเหตุนิวเคลียร์
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภายหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีร่วมต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่อิหร่านและกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาคได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีผลประโยชน์ของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ทั่วตะวันออกกลาง

