พาราสาวะถี

บ่ายวันนี้สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2563 ในวาระ 2 และ 3 ใหม่ ตามคำชี้แนะของศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันจากฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรมกับการพิจารณาในรอบนี้ เหตุปัญหาที่เกิดมาจากความมักง่ายของส.ส.ในซีกรัฐบาลเอง ดังนั้น ก็ต้องแก้กันเอาเอง ไม่ใช่เรื่องการตีรวน แต่นี่จะเป็นบทพิสูจน์ความมีวินัยของส.ส.ฝ่ายถือครองอำนาจ โดยเฉพาะในวาระสองที่ต้องโหวตกันเป็นรายมาตรา

อรชุน

บ่ายวันนี้สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2563 ในวาระ 2 และ 3 ใหม่ ตามคำชี้แนะของศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันจากฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรมกับการพิจารณาในรอบนี้ เหตุปัญหาที่เกิดมาจากความมักง่ายของส.ส.ในซีกรัฐบาลเอง ดังนั้น ก็ต้องแก้กันเอาเอง ไม่ใช่เรื่องการตีรวน แต่นี่จะเป็นบทพิสูจน์ความมีวินัยของส.ส.ฝ่ายถือครองอำนาจ โดยเฉพาะในวาระสองที่ต้องโหวตกันเป็นรายมาตรา

ขณะเดียวกันการเลือกที่จะไม่ร่วมโหวตของพรรคฝ่ายค้าน นอกเหนือจากเป็นการแสดงออกต่อความกังขากับคำวินิจฉัยและท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยังจะถือเป็นการตรวจสอบบรรดาลิงกินกล้วยหรือพวกงูเห่าชั่วคราวไปในตัวด้วย เมื่อมติของแต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้านมีมาแบบนี้แล้ว ใครยังจะกล้าแหกโผอีกหรือไม่ แน่นอนว่า เหตุผลของคนเหล่านั้นที่จะให้ก็ไม่ต่างจากที่ฟากรัฐบาลอ้าง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนที่กำลังรอรับอานิสงส์จากร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่

ฟังแล้วดูดี แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของส.ส.ซึ่งมีพรรคที่สังกัดชัดเจน เมื่อรัฐบาลเป็นผู้ก่อปัญหาก็ต้องแก้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญคือฝ่ายกุมอำนาจยืนยันมาโดยตลอดเสียงในสภาไม่มีปัญหา ก็ถือเสียว่าการโหวตร่างกฎหมายงบประมาณรอบนี้เป็นการซักซ้อมความพร้อมเพรียงและจัดระเบียบส.ส.ในสังกัด เพื่อเตรียมรับมือการศึกซักฟอกที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ แต่บรรยากาศคงจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพราะนี่เป็นเรื่องงบประมาณที่ส.ส.ไม่ว่าฝ่ายไหนได้รับประโยชน์โดยตรง

ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องไปวัดกันหน้างาน ฝ่ายค้านมีหลักฐานแน่นหนาพอที่จะมัดตัวรัฐมนตรีผู้ถูกกล่าวหา จนยากที่แม้แต่ส.ส.พวกเดียวกันก็ไม่อาจจะฝืนใจยกมือไว้วางใจให้ได้นั่นก็เป็นอีกเรื่อง แต่หากข้อกล่าวหาและแนวทางการอภิปรายยังเป็นไปตามที่มีการฉายหนังตัวอย่างออกมาเวลานี้ บอกได้คำเดียวว่า ไม่มีอะไรน่าหนักใจแทนผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคนที่ถูกอภิปราย เพราะมันจะเต็มไปด้วยสำนวน โวหารที่ไร้ซึ่งหลักฐานจะเอาผิดได้ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองหนักเข้าไปอีก

ผลพวงต่อเนื่องจากเหตุการณ์จ่าทหารคลั่งยิงกราดที่โคราช จนเป็นที่มาของการแถลงข่าวด้วยน้ำตาของ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งล่าสุด เจ้าตัวก็ออกมายอมรับสิ่งที่แสดงออกไม่ใช่ปมดราม่า ทุกถ้อยคำเขียนมาจากใจ พร้อม ๆ กับการปกป้องมาตรการเฝ้าระวังภายในค่ายทหารกับการตายของพลทหารที่ต้องสังเวยคมกระสุนครั้งนี้ รวมไปถึงการที่มีคนไปโพสต์โจมตีในโซเชียลต่อสิ่งที่ผบ.ทบ.แสดงออก จนกระทบไปถึงครอบครัวลูกเมียต้องปิดช่องทางในโลกออนไลน์หนี

ด้วยเหตุนี้กระมัง หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจทดสอบสมรรถภาพทางกายแล้ว บิ๊กแดงจึงกลับขึ้นไปเขียนบทความนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและนักข่าวได้อ่านกัน เป็นการเปรียบเปรยเรื่องของหมาทหารที่ชื่อซีบร้า โดยผบ.ทบ.ย้ำว่า หมาทหารยังรู้จักสำนึกบุญคุณกองทัพบก รู้สึกรัก และหวงแหน มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ถูกฝึกมาให้ปฏิบัติหน้าที่ ซีบร้าไม่เห่าพร่ำเพรื่อ มีมารยาท และมีความรับรู้ถึงความรู้สึกของมนุษย์

ก่อนที่จะตามมาด้วยประโยคที่ชวนให้เกิดข้อคำถาม ถ้าเจ้าซีบร้าสุนัขทหารตัวนี้พิมพ์ทวิตเตอร์เป็น เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไอจีได้คงสนุกแน่ ถ้าเจ้าซีบร้าอ่านหนังสือออก มันคงมองเห็นพวกที่โพสต์ข้อความที่สร้างให้เกิดความเกลียดชังกันในระหว่างเพื่อนมนุษย์ โพสต์ข้อความชังชาติ และเจ้าซีบร้าก็คงอยากเป็นซีบร้าเหมือนเดิม คงกลัวที่จะกลายเป็นมนุษย์พวกนั้น ไม่รู้ว่าด่าใครหรือแค่ระบายความอัดอั้นที่กำลังเผชิญอยู่เวลานี้

นี่ขนาดบอกนักข่าวไปไม่กี่อึดใจก่อนหน้าว่า ขอบคุณสื่อที่ระมัดระวังเรื่องการตั้งคำถามมากกว่าให้เป็นประเด็นทางการเมือง แต่บทความของผบ.ทบ.กลับทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองเสียเอง คงอยู่ที่ว่าใครจะถอดรหัสจากการเปรียบเปรยของผู้นำกองทัพบกไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่บิ๊กแดงจะต้องรอรับแรงกระแทกจากสังคมอีกประการกับการที่ประกาศให้นายทหารที่เกษียณอายุราชการย้ายออกจากบ้านพักภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อเปิดทางให้คนใหม่เข้ามาอยู่ในช่วงที่รับราชการ

เพราะคำถามที่คนในสังคมส่วนใหญ่สงสัยก็คือ นายทหารที่ว่าคือทหารชั้นผู้น้อยไม่เกี่ยวกับอดีตผู้บัญชาการทหารบกหรือนายทหารยศพลเอกขึ้นไปหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่ประกาศไปก็เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติ แบ่งชั้นวรรณะ แน่นอนว่า ย่อมจะมีเหตุผลอธิบายตามมา สิ่งสำคัญคือ ก่อนที่จะพูดเรื่องนี้ได้มีการปรึกษากับคนโตในรัฐบาลโดยเฉพาะพี่น้อง 3 ป.แล้วหรือยัง เป็นที่รู้กันว่าทั้งสามคนนั้นพักอาศัยอยู่ที่ใด

แต่หากไม่มีข้อยกเว้น หมายความว่า ช่วงนี้เราก็จะได้เห็นปรากฏการณ์นายทหารระดับสูงย้ายบ้านกันขนานใหญ่ และตั้งแต่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป จะต้องไม่มีนายทหารที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ยึดครองบ้านพักราชการเป็นบ้านพักส่วนตัวเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับการประกาศล้างบางธุรกิจทหาร ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของการที่ทำให้จ่าทหารเกิดความบ้าคลั่งยิงคนไม่เลือกหน้าจนเป็นโศกนาฏกรรมครั้งนี้

ทั้งหมดที่บิ๊กแดงได้ลั่นวาจาไปหากทำได้จะทำให้เป็นที่จดจำของคนทั้งโลก เพราะนั่นเท่ากับว่า กองทัพบกไทยได้ปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้นอีกระดับแล้ว แต่ถ้าไม่สำเร็จจากที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษก็จะเป็นได้แค่โมฆะบุรุษเท่านั้น ห้วงเวลาที่เหลือนับจากนี้ไปอีก 7 เดือนก่อนจะเกษียณ จึงเป็นช่วงเวลาที่คนไทยจะเฝ้ารอเพื่อพิสูจน์ว่าคำพูดของคนที่ได้ชื่อว่ามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความน่าเชื่อถือเพียงใด

บนความเสียใจของคนทั้งประเทศต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช ก็น่าดีใจที่รัฐบาล โดย วิษณุ เครืองาม ประกาศว่ามีความตั้งใจที่จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้เต็มที่ นั่นหมายถึงการจะจ่ายเงินชดเชยให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นจริง เพราะเม็ดเงินที่ว่าเทียบไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียวกับชีวิตของคนบริสุทธิ์ที่ดับสูญไป รวมถึงคนที่รอดทั้งผู้บาดเจ็บและคนที่อยู่ในเหตุการณ์พูดได้เลยว่าทุกคนต่างมีความบอบช้ำทางสภาพจิตใจที่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะลบบาดแผลในใจนี้ลงได้