จังหวะสะสม 5 หุ้นพื้นฐานแกร่ง-ปัจจัยบวกหนุน พร้อมดีดตัวไว!

จังหวะสะสม 5 หุ้นพื้นฐานแกร่ง-ปัจจัยบวกหนุน พร้อมดีดตัวไว!

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมบทวิเคราะห์ที่แนะนำเกี่ยวกับกลยุทธ์และการลงทุนในช่วงดัชนีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงหนักเกินพื้นฐาน จากความกังวลประเด็นโรค COVID-19 ขยายวงกว้างไปในประเทศอื่นๆ กดดันภาพเศรษฐกิจโลกมีโอกาสชะลอลง

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในมุมของ Valuation ของ SET Index  ทำให้มีหุ้นราคาถูกพื้นฐานแข็งแกร่งน่าลงทุนอยู่จำนวนมากในตอนนี้ ดังนั้นหากประเด็นดังกล่าวเริ่มผ่อนคลายน่าจะเป็นจังหวะในการเข้าสะสมลงทุนหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง

โดย บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ (25 ก.พ.63) ว่า SET Index ปรับฐานแรงตามตลาดหุ้นโลกกว่า 4% จากความกังวลประเด็นโรค COVID-19 ขยายวงกว้างไปในประเทศอื่นๆ และกินระยะเวลานานกว่าที่ตลาดคาด กดดันภาพเศรษฐกิจโลกมีโอกาสชะลอลง สะท้อนจากเงินที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งพันธบัตรรัฐบาล และทองคำ ส่วนตลาดหุ้น หากพิจารณาจาก ผลตอบแทนรวม (Total Return) = ผลตอบแทน + กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน พบว่า ตลาดหุ้นไทย มี Total Return (ytd) ที่ลดลงมากสุดในภูมิภาคกว่า 14.2% แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินมีการไหลออกจากตลาดหุ้นไทยพอสมควร แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลาดหุ้นจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรค COVID-19 กลับค่อยๆฟื้นตัว จนล่าสุดมี  Total Return (ytd) ที่ลดลงเพียง 1.6% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนมีการไหลกลับในตลาดหุ้นจีนมากขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยเองน่าจะซึมซับประเด็นโรค COVID-19 มาในระดับหนึ่งแล้ว

ทั้งนี้ หากพิจารณาในมุมของ Valuation ของ SET Index ณ ปัจจุบันที่ 1435.56 จุด โดยการหา Market Earning Yield Gap ภายใต้ EPS63 ในระดับต่างๆ 85 – 90 บาท/หุ้น พร้อมกับใช้ Bond Yield 1 ปี ณ ปัจจุบัน ที่ 0.93% จะได้  Market Earning Yield Gap ในช่วง 5.0% – 5.3% ถือว่ากว้างมากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4.28% ทำให้มีหุ้นราคาถูกพื้นฐานแข็งแกร่งน่าลงทุนอยู่จำนวนมากในตอนนี้ ดังนั้นหากประเด็นดังกล่าวเริ่มผ่อนคลายน่าจะเป็นจังหวะในการเข้าสะสมลงทุนหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง

กลยุทธ์การลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ธีม คือ

หุ้นปันผลสูง น่าจะเป็นเป้าหมายอันดับแรกๆของ Fund Flow ยามดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ แนะนำ MCS, PYLON, DIF

หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรเติบโตได้โดดเด่นเหนือตลาด แนะนำ CPF, CPALL

Top picks วันนี้เลือก MCS, CPF และ CPALL

ขณะที่มองว่าราคาหุ้น CRC ตอบรับประเด็นลบมากเกินไปแล้ว จนปัจจุบันมี P/E ต่ำกว่ากลุ่มฯ วานนี้ราคาหุ้น CRC ปรับตัวลงแรง 11.5% ตอบรับความกังวลเรื่องการระบาดของ COVID-19 หลังมีการระบาดในเขตตอนเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งสร้างความเสี่ยงอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้ารีนาเซนเต ในเครือ CRC ที่กระจายตัวอยู่ในประเทศอิตาลี โดยจากสาขาทั้งหมด 9 แห่ง มีสาขาที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ดังกล่าว 2 สาขา คือ ในเมืองมิลาน และมอนซ่า คิดเป็นสัดส่วนยอดขายราว 4% ของรายได้รวม (ไม่รวมกรณีโรคระบาดขยายวงไปยังเมืองอื่น ซึ่งปัจจุบันเชื่อว่ามีโอกาสน้อย เนื่องจากอิตาลีได้ดำเนินมาตรการควบคุมเข้มงวดปิดเมืองที่ระบาดทันที) และต่อให้ฝ่ายวิจัยประเมินกรณีเลวร้าย

โดยกำหนดให้ 2 สาขาดังกล่าวในอิตาลี ไม่มียอดขายเลยตลอดทั้งปี 2563 กระทบต่อกำไรสุทธิราว 1.6 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 19.5% ของกำไรสุทธิที่ฝ่ายวิจัยประเมินเบื้องต้นที่ 8.2 พันล้านบาท (ภายใต้สมมติฐาน Gross margin ของกลุ่ม ในปี 2561 ที่ 28.3% และ อัตราภาษีที่ 20% โดยกำไรรวม 4Q61 – 3Q62, กำไรจากการรวมงบ ROBINS 46.17% และฐานต่ำในปี 2562 จากค่าใช้จ่ายพนักงาน)

ดังนั้นการปรับฐานของหุ้น CRC น่าจะซึมซับข่าวร้ายมากไป ขณะที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มี P/E เพียง 27.7 เท่า (ต่ำกว่ากลุ่มที่มี P/E 30.7 เท่า ) ประกอบกับยังมีแรงหนุนจากกระแสเงินที่มาจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน ตามดัชนี SET50 และ SET100 พร้อมกับมี greenshoe คอยรองรับไม่ให้ราคาหุ้นปรับฐานแรงในระยะเวลา 30 วันหลังจากเข้าตลาด

 

 

 

คำค้น