โบรกฯแท็กทีมเชียร์ “ซื้อ” MEGA คาดรับผลบวกโรคระบาดดันยอดขายวิตามินเพิ่ม

โบรกฯแท็กทีมเชียร์ “ซื้อ” MEGA คาดรับผลบวกโรคระบาดดันยอดขายวิตามินเพิ่ม

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น MEGA มองว่าได้รับประโยชน์จากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ (โควิด-19) ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานวิตามินซี ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของ MEGA โดยเห็นได้ว่าในเดือน ม.ค.-ก.พ.2563 ยอดขายยังเติบโตดี ขณะที่กำไรสุทธิปี 2563 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจแบรนด์ที่ขยายตัวและการออกผลิตภัณฑ์ใหม่

ส่วนราคาหุ้นของ MEGA ปรับตัวลงมองเป็นโอกาสเข้าซื้อ เนื่องจากเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยกว่าหุ้นอื่น และเชื่อว่าหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบของผลประกอบการในปี 62 ที่ชะลอตัวไปแล้ว

โดยนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น MEGA ประเมินราคาเป้าหมายที่  41.50 บาท/หุ้น โดยน่าจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากคนส่วนใหญ่หันมาดูแลร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการทานวิตามินซี ทำให้ช่วงนี้วิตามินซีขายดีเป็นพิเศษ ขณะที่วิตามินซีเป็นสินค้าหลักของ MEGA ซึ่งช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.63 ยอดขายของ MEGA ยังเติบโตดีอยู่ รวมถึงซัพพลายเชนต่างๆ ก็ไม่ได้อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยง แต่หลัก ๆ จะอยู่ในไทยและอาเซียน ทำให้ยังสามารถผลิตสินค้าได้เป็นปกติ ซึ่งทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่า MEGA จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยดังกล่าวน้อย และน่าจะเป็นเชิงบวกมากกว่า

ส่วนราคาหุ้น MEGA ที่ปรับตัวลงมา มองว่ามาจาก 2 ประเด็นหลัก คือในไตรมาส 4/62 มีการออกกฎหมายการสต็อกยา ทำให้ยอดขายไม่ได้เติบโตอย่างที่คาดไว้เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยังไม่มีกฎหมายนี้ และการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาที่มีผลกระทบกับหุ้นเกือบทุกกลุ่ม ทำให้ราคาหุ้นของ MEGA ปรับตัวลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังสิ้นสุดไตรมาส 1/63 นักลงทุนจะหันกลับมาโฟกัส MEGA มากขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 1/63 จะเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้ายแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งในเมียนมา และประโยชน์ที่ได้รับจากประเด็นไวรัสโควิด-19 ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ผลิตภัณฑ์วิตามินทั้งในประเทศไทยและอาเซียน

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น MEGA ประเมินราคาเป้าหมาย 35 บาทต่อหุ้น น่าจะได้รับประโยชน์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากคนเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานวิตามินเพื่อเสริมภูมิต้านทาน ทำให้ยอดขายวิตามินของ MEGA น่าจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้

ขณะที่ยังประมาณการกำไรสุทธิของ MEGA ในปี 63 ไว้ที่ 1,260 ล้านบาท เติบโต 10.6% จากปีก่อน โดยจะมาจากรายได้ของธุรกิจแบรนด์ ที่เติบโตต่อเนื่อง 9.3% จากปีก่อน และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 8-10 รายการ ที่คาดโต 7% จากปีก่อน รายได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง, เริ่มรับรู้รายได้จากบริษัท Futamed ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต และ/หรือการทำตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ยาในอินโดนีเซีย หลังได้เข้าไปถือุ้น 83.33% เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และรายได้ของ Distribution business ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง 11%

สำหรับราคาหุ้น MEGA ได้ปรับตัวลงราว 4.7% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนปัจจัยลบจากผลประกอบการปี 62 ที่ชะลอตัวไปพอสมควรแล้ว ปัจจุบัน MEGA เทรดอยู่ PER 18.5 เท่า ต่ำกว่า peer กลุ่ม Commerce (PER 24.4 เท่า ), Healthcare (PER 28.1 เท่า) และ Regional peer (PER 32.5 เท่า) มองว่าราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจ และยังไม่สะท้อนผลประกอบการที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ โดยยังเชื่อมั่นว่า MEGA มีโอกาสเติบโตอีกมากทั้งในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา รวมถึงยังมี Upside จากการเข้าซื้อกิจการ (M&A)

ส่วนนักวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น MEGA ประเมินราคาเป้าหมาย 30 บาทต่อหุ้น กำไรปกติของ MEGA ในไตรมาส 4/62 อยู่ที่ 409 ล้านบาท เติบโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 38% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ ขณะเดียวกันแม้ว่าธุรกิจจัดจำหน่ายของ MEGA จะมีประสิทธิภาพสูงในไตรมาส 4/62 แต่ก็ยังมีความกังวลต่อรายได้ที่อ่อนแอกว่าคาดของธุรกิจแบรนด์ จึงได้ลดการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นในปี 63-64 ลง 2.7-3.5% จากธุรกิจแบรนด์ที่อ่อนแอ

คำค้น