
“สุเชษฐ์” ลุ้น SET ยืนเหนือ 1,328 จุด ชูกลุ่ม “โรงพยาบาล-ปิโตรเคมี” เด่น
“สุเชษฐ์” ประเมินดัชนี SET มีลุ้นยืนเหนือแนวต้าน 1,328 จุด หากไม่หลุดระดับ 1,300 จุด พร้อมชี้ทิศทางเงินทุนเริ่มหมุนเข้าหุ้นที่อ่อนตัว หนุนกลุ่มโรงพยาบาลและปิโตรเคมีโดดเด่น จากสัญญาณฟื้นตัวทางเทคนิคและมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับน่าสนใจ
นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด (ASL) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (27 ม.ค. 69) ว่า ASL ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) โดยมองแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 1,300 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,328 จุด พร้อมประเมินสัญญาณทางเทคนิคในลักษณะ “V-Shape” ที่มีโอกาสกลับตัวขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากดัชนีปรับตัวหลุดต่ำกว่า 1,300 จุด แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ตัดขาดทุนเพื่อลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
สำหรับหุ้นแนะนำรายตัว นายสุเชษฐ์ ระบุว่า หุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC หากนักลงทุนที่ถือครองอยู่สามารถทยอยซื้อเพิ่มได้ตามสัญญาณทางเทคนิค โดยมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 36.25–37.75 บาท ขณะที่ผู้ที่ยังไม่มีหุ้น แนะนำเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีแนวรับที่ 33.75–34.75 บาท และกำหนดจุดตัดขาดทุนหากราคาต่ำกว่า 33.75 บาท ส่วนแนวต้านหลักอยู่ที่ 37.75 บาท
หุ้นตัวถัดมา คือ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 ซึ่งราคาหุ้นขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 18.70 บาท โดยประเมินเป้าหมายทางเทคนิคที่ 19.80 บาท มีแนวรับที่ 18.50 บาท และแนวรับลึกสุดที่ 18.00 บาท
ขณะที่หุ้น บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO แนะนำรับที่ระดับ 6.50–6.60 บาท วางแนวต้านที่ 7.60 บาท หากสามารถทะลุผ่านระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสขึ้นไปทดสอบจุดสูงใหม่บริเวณ 8.50 บาท
ส่วนหุ้น บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA มองว่ากราฟราคาส่งสัญญาณขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสทำ New High โดยแนวต้านอยู่ที่ 37.50 บาท ขณะที่การประเมินมูลค่าพื้นฐานจากค่า P/E ชี้ว่าราคาหุ้นมีโอกาสไปถึงระดับ 40 บาท แนวรับอยู่ที่ 34 บาท และมองว่า MEGA เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มพาณิชย์ เหมาะสำหรับการทยอยสะสม
โดยภาพรวมกลยุทธ์การลงทุน นายสุเชษฐ์ ระบุว่า MEGA เหมาะสำหรับการลงทุนสะสมระยะกลาง ขณะที่ HMPRO และ PR9 เหมาะกับการเล่นรอบ ส่วน GPSC ควรติดตามว่าระดับราคาต่ำสุดบริเวณ 33–33.50 บาท จะสามารถยืนได้หรือไม่
สำหรับบรรยากาศตลาดหุ้นต่างประเทศ เช้านี้ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ออสเตรเลียบวก 74 จุด ญี่ปุ่นบวก 132 จุด เกาหลีใต้บวก 88 จุด ไต้หวันบวก 258 จุด ฮ่องกงบวก 322 จุด สิงคโปร์บวก 44 จุด มาเลเซียบวก 13 จุด ขณะที่จีนปรับลดลงเล็กน้อย 1 จุด และฟิลิปปินส์บวก 46 จุด สะท้อนว่าตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นทั้งในกรอบรายวันและรายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยและตลาดฟิลิปปินส์ยังอยู่ในลักษณะทรงตัว ซึ่งนายสุเชษฐ์มองว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยการเมืองภายในประเทศ รวมถึงประเด็นต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายและข่าวสารจากสหรัฐอเมริกา ทั้งเรื่องภาษีและการพิจารณาของวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่มีการเลื่อนออกไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ซึ่งยังต้องติดตามผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
ส่วนประเด็นราคาหุ้น TRUE ที่ปรับตัวลดลงมาที่ราคาประมาณ 10 บาท มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นสู่ช่วง 11.50–12.00 บาทในระยะกลาง จากแนวโน้มผลประกอบการที่คาดว่าจะดีขึ้น
ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม แนะนำจับตากลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว อาทิ PR9, BDMS และ BCH ขณะที่กลุ่มพลังงานยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังไม่สามารถผ่านระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้กลุ่มปิโตรเคมีเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น
สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี นายสุเชษฐ์ ระบุว่า PTTGC มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นไปเหนือระดับ 25 บาท ขณะที่ IVL มีโอกาสขยับขึ้นไปเล่นในกรอบเหนือ 20 บาท โดยมองว่าเป็นกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในเชิงเทคนิค
ส่วนประเด็นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและค้าปลีก นายสุเชษฐ์ มองว่าผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ชะลอตัว อาจสะท้อนแรงกดดันในเชิงพื้นฐาน แต่ราคาหุ้นหลายตัวได้ปรับฐานลงมามากแล้ว เช่น HomePro ที่ปรับตัวลงจากระดับใกล้ 9 บาท เหลือประมาณ 6 บาท ก่อนเริ่มฟื้นตัว จึงมองว่าการปรับขึ้นในรอบนี้เป็นลักษณะของการรีบาวด์มากกว่าการทำ New High โดยเม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มเลือกเข้าหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 หรือ SET100 ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ
ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามผลประกอบการไตรมาส 4 ของกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก โรงแรม และท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าราคาหุ้นจะสามารถกลับขึ้นไปทดสอบระดับเดิมได้หรือไม่ โดยเฉพาะ HMPRO ที่ต้องจับตาว่าจะสามารถกลับขึ้นไปเหนือระดับ 8–9 บาทได้อีกครั้งหรือไม่ในระยะถัดไป

