บลจ.วี ออกกอง WE-THEQ-A ลงทุนหุ้นเติบโต 

บลจ.วี ออกกอง WE-THEQ-A ลงทุนหุ้นเติบโต  ขาย 20 มี.ค.-1 เม.ย.63

นายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วี  เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาค่อนข้างมากจนเริ่มมีระดับราคาที่น่าสนใจ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทั่วโลกที่จะมีออกมา ทำให้เป็นโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นไทย จึงเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) สำหรับกองทุนเปิด วี ไทย อิควิตี้ ชนิดไม่จ่ายปันผล (WE-THEQ-A) ระหว่างวันที่ 20 มี.ค.-1 เม.ย.63 โดยเน้นลงทุนเชิงรุกในหุ้นไทยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในราคาที่เหมาะสม (Growth Stock with Reasonable Price)

แม้ตลาดหุ้นโลกจะยังมีความผันผวนจากความกังวลเรื่องการระบาดของโควิด-19 แต่การปรับตัวลงของตลาดเป็นโอกาสที่น่าสนใจในการลงทุนในกลุ่มบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจการแข่งขันซึ่งมีความสามารถในการเติบโตที่สูงเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและระดับราคาหุ้นในปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นจังหวะที่ดีในการพิจารณาลงทุนในกองทุนเปิด WE-THEQ-A ซึ่งนับเป็นกองทุนแรกจาก บลจ.วี ที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เหมาะสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจในอนาคต”นายอิศรา กล่าว

สำหรับพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) จะคัดเลือกลงทุนในบริษัทที่มีลักษณะดังนี้ บริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนที่สูง โดยเปรียบเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยทางการเงิน (ROIC vs WACC) อย่างต่อเนื่อง , บริษัทที่มีความเฉพาะตัวในด้านผลิตภัณฑ์และบริการในการสร้างมูลค่าเพิ่มและความสามารถในการแข่งขัน รวมไปถึงแนวโน้มการเติบโตของบริษัท และลือกบริษัทที่มีการปรับตัวและขยายธุรกิจสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยงจากการ Disruption Risk และเพิ่มโอกาสการเติบโต โดยในช่วงเริ่มต้นกองทุนจะทยอยลงทุนหุ้นในกลุ่ม SET50 Index เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มหุ้นที่นำทิศทางตลาด และมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงโดยเปรียบเทียบ

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างมากจนทำให้ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price to Book Value) ของ SET Index อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.14 เท่า ในอดีต 10 ปีย้อนหลังพบว่าเมื่อ Price to Book Value ไปถึงระดับ 1.66 เท่า SET Index มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 20-40% ในช่วงระยะเวลา 1 ปีถัดไป

นอกจากนี้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเมื่อเทียบพันธบัตรรัฐบาล (Earnings Yield Gap) อยู่ในระดับที่สูงสุดในรอบ 4 ปีสะท้อนว่ามีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นตามแนวโน้มการขยายตัวของผลประกอบการ

ขณะที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของทั้งโลก แต่สถานการณ์ในประเทศจีนปรับตัวดีขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจในประเทศจีนเริ่มกลับมา เห็นได้จากการเดินทางของคนและตัวเลขการใช้ถ่านหินที่สูงขึ้น จึงคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะกลับมาดำเนินได้ในระดับปกติช่วงไตรมาส 2/63  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกับจีนเช่นไทย

ขณะเดียวกันการดำเนินมาตรการของธนาคารกลางหลายประเทศทั้ง สหรัฐฯ , ยุโรป, จีนและญี่ปุ่น ใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย (QE) ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการอัดฉีดเงินเพิ่มสภาพคล่องแก่ระบบเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสนับสนุนภาคการผลิตให้ฟื้นตัว ซึ่งเป็นผลบวกแก่ภาคการลงทุนและการบริโภค รวมไปถึงทำให้มีกระแสเงินลงทุนเพิ่มขึ้นในระบบเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งของไทยในระยะต่อไป ลดความเป็นไปได้ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีความสามารถในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อนข้างจำกัด แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะดำเนินผ่านนโยบายทางการคลังเป็นหลัก

ส่วนประเทศไทยนโยบายรับมือผลกระทบในระยะสั้นของรัฐบาลที่ดำเนินมาตรการทางการเงินด้วยการลดภาระทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ และลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดภาระในการจ่ายชำระหนี้ของผู้ประกอบการ รวมถึงใช้มาตรการทางภาษี ด้วยการเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการในประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงระดับอัตราการจ้างงานได้ ซึ่ง บลจ.วี คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นและบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมไปถึงการบริโภคในประเทศ