หงอยสุดของปี

*แม้นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นมากแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายมักจบลงด้วยการเลือกใช้วิธีอยู่เฉย ๆ เพราะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เงินในกระเป๋าของนักลงทุนยังอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยวานนี้ หลังดัชนีแกว่งตัวไปมาในแดนลบตลอดทั้งวัน ก่อนจะลงเอยด้วยการยืนปิดที่ระดับ 1,087.82 จุด ลบไป 11.94 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.12 หมื่นล้านบาทไงล่ะคะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*แม้นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นมากแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายมักจบลงด้วยการเลือกใช้วิธีอยู่เฉย ๆ เพราะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เงินในกระเป๋าของนักลงทุนยังอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยวานนี้ หลังดัชนีแกว่งตัวไปมาในแดนลบตลอดทั้งวัน ก่อนจะลงเอยด้วยการยืนปิดที่ระดับ 1,087.82 จุด ลบไป 11.94 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.12 หมื่นล้านบาทไงล่ะคะ

*ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางดังกล่าว ทำให้ “โมนิก้า” รีบวิ่งแจ้นไปค้นหาข้อมูลการซื้อขายต่ำสุดของตลาดหุ้นไทยปี 2563 เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? ผลปรากฏออกมาว่า เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2563 มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ในระดับ 4.64 หมื่นล้านบาท จึงทำให้รู้ในทันทีว่า สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยตอนนี้ไม่ปกติ เพราะนักเล่นเริ่มเกิดอาการท้อแท้ขึ้นมาอีกครั้ง หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสมรณะยังมีตัวเลขสูงขึ้นเรื่อย ๆ น่ะซี

*ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ตีความเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นทั้ง “ด้านบวก” และ “ด้านลบ” ขึ้นอยู่กับนักลงทุนกำลังมองทิศทางตลาดหุ้นไทยไปในทางไหน ? ส่วนตัวอีฉันเองชอบมองด้านบวกอยู่แล้ว จึงให้ความสำคัญกับแรงขายลดลงเป็นเรื่องหลัก เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ดัชนีตีกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,100 จุดอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เคยเกริ่นนำไว้เมื่อวันก่อน และหวังว่าจะสัมฤทธิ์ผลในไม่ช้านะคะ..โอมเพี้ยง!

*ส่วนด้านลบคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการหันหลังให้ตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในเดือน เม.ย. อยู่ในภาวะซบเซาหนักขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นเดือนที่มีการประเมินกันว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไต่ระดับเพิ่มสูงสุด ต่อจากนั้นในช่วงปลายเดือนสถานการณ์จะเริ่มทุเลาลง จึงทำให้นักเล่นเลือกใช้การถอยฉากจากตลาดหุ้นเพื่อความสบายใจนะจะบอกให้

*เหมือนกับแรงขายที่ถล่มใส่พี่เบิ้มตลาดหุ้นไทยอย่าง PTT ทั้งที่รู้กันเต็มอกตูม ๆ ไซส์บิ๊กเบิ้มว่าบุ๊กแวลูของหุ้นอยู่แถว 31 บาท ราคาหุ้นในกระดานก็ควรอยู่สูงกว่า 1.25 เท่า (ปรับลดลงจากเมื่อก่อน 1.50 เท่า) ซึ่งมองคร่าว ๆ ราคาหุ้นก็ควรอยู่แถว 39 บาทใช่ไหมเอ่ย ? ขณะที่วานนี้ราคาหุ้นดันทรุดตัวลงมาปิดที่ 29 บาท ลบไป 1 บาท หรือลงไป 3.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.81 พันล้านบาท น่าซื้อขนาดไหน..ถามใจเธอดูนะคะ

*ส่วนในรายของน้องแบม BAM สวนกระแสตลาดฯ ลบด้วยการ “แหวกฟ้า คว้าดาว” ก่อนจะปิดตลาดฯ ในราคา 18.80 บาท บวกไป 0.20 บาท หรือขึ้นไป 1.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.63 พันล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่เกิดจากเงินปันผลโดนใจ บรรดาผู้เล่นถึงช่วยกันรับของตลอดเวลา และในบางจังหวะก็ดันสวนมันเสียเลย จึงกลายเป็นหุ้นที่ต้านทานแรงขายได้อย่างแข็งแกร่งเจ้าค่ะ

*เช่นเดียวกับในรายของพ่อดอกมะลิ JAS วางหมากด้วยการใช้ปันผลเป็นตัวขับเคลื่อน ราคาหุ้นถึงทะยานกลับขึ้นมาอีกครั้ง “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักเล่นมองช็อตที่เกิดขึ้นไปทีละสเต็ป เพื่อความคล่องตัวในการ take profit หลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 4.60 บาท บวกไป 0.28 บาท หรือขึ้นไป 6.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 553 ล้านบาท ก็เป็นจุดที่น่าเสียวไส้เหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็เพิ่งโดนทิ้งหนักมาหยก ๆ นะตัวเอง

*สำหรับรายที่พยายามงัดสู้ทุกรูปแบบอย่าง CRC ถือเป็นช็อตที่ “โมนิก้า” ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะท่ามกลางไวรัสมรณะยังระบาดหนัก กำลังซื้อหดหายเป็นจำนวนมาก แต่หุ้นยังสามารถวิ่งขึ้นมาปิดที่ 26.50 บาท บวกไป 1.50 บาท หรือขึ้นไป 6% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 796 ล้านบาท ได้เฉยเลยแบบนี้ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้แฟนคลับได้รู้ว่า กองหนุนเข้ามาช่วยดันหุ้นเต็มตัว โอกาสทรุดตัวลงหนัก ๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแล้วกระมัง!..อิอิอิ

*ส่วนในรายของหุ้นยาง STA เอาประเด็นขายถุงมือยางมาบิลต์อารมณ์ พร้อมกับฟันธงปีนี้พลิกกำไรตั้งแต่หัววัน “โมนิก้า” มองเป็นเกมเสี่ยงที่นักเล่นต้องประเมินกันให้ดี เพราะก่อนหน้านี้เคยออกตัวแรงเหมือนกัน สุดท้ายก็พาลงเหวกันถ้วนหน้า เดี๊ยนถึงมองการขึ้นมาปิดที่ 11.10 บาท บวกไป 0.70 บาท หรือขึ้นไป 6.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 245 ล้านบาท ก็ยังไม่น่าไว้ใจอยู่ดี เพราะของมันเคยเห็นก่อนหน้านี้ว่า โดนอะไรมาบ้าง ? มันจะให้ลืมง่าย ๆ ได้อย่างไรคะ