รวยตัวเดียว

ในที่สุด DELTA ก็ยังแผลงฤทธิ์เหมือนที่เม้าท์กันไว้ก่อนหน้านี้ และดูเหมือนความร้อนแรงดังกล่าวจะไม่หยุดเพียงเท่านี้เสียด้วย


ในที่สุด DELTA ก็ยังแผลงฤทธิ์เหมือนที่เม้าท์กันไว้ก่อนหน้านี้ และดูเหมือนความร้อนแรงดังกล่าวจะไม่หยุดเพียงเท่านี้เสียด้วย “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักลงทุนประเมินการขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 317 บาท บวกไป 19 บาท หรือขึ้นไป 6.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.75 พันล้านบาท เป็นเรื่องที่โอเว่อร์แอ็กติ้งหรือเปล่า? เพราะบางกระแสก็ยังเม้าท์มอยว่า ยังมีโอกาสที่หุ้นตัวนี้จะไปต่ออีกนะซี

ที่น่าสนใจคือผลของราคาหุ้นที่ถีบตัวขึ้นแรงทำให้ดัชนีขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,500 จุดอีกครั้งในรอบเดือนครึ่ง และทำให้ SET ขึ้นไปเทรดบน PE 17 เท่าแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นเกมเสี่ยงสำหรับตลาดหุ้นไทยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะถ้าอ้างอิงจากคำพูดของคุณพี่ “เอกนิติ” ซึ่งนั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง ที่ว่า ต่อไปนี้ไม่มีน้ำมันถูกให้เห็นอย่างน้อย 1-2 ปีแบบนี้..มันเป็นเรื่องที่บาดหัวใจคนรากหญ้าเต็ม ๆ นะจะบอกให้

ตรงนี้ทำให้เดี๊ยนไม่สบายใจอย่างแรง เพราะภาพที่สะท้อนออกมาทำให้รู้ว่า หุ้นเทคฯ ยังได้รับความนิยมต่อไปเรื่อย ๆ เพราะทั้งโลกหมุนมาทางนี้กันหมด ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องโลกเก่า (ยกเว้นพลังงาน) จะกลายเป็นหุ้นที่คนมองข้าม เพราะการเติบโตในแง่ของกำไรเต็มไปด้วยความลำบาก ซึ่งทั้งหมดเป็นผลมาจากต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เดี๊ยนถึงอยากให้นักลงทุนระวังมากเป็นพิเศษจ้า

เหมือนกับในรายของ KTC ที่ทิ้งตัวลงมาปิดที่ระดับ 29 บาท ลบไป 1.25 บาท หรือลงไป 4.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 436 ล้านบาท ก็เป็นผลมาจากการขึ้น XD เพื่อรับปันผลหุ้นละ 1.77 บาท ในวันที่ 10 เม.ย. ก็เป็นช็อตที่น่าจับตาดูกันต่อไปว่า วันนี้หุ้นจะเด้งกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 30 บาทได้ไหม? เพราะสิ่งที่หลายคนรับรู้คือ คนส่วนใหญ่เอาเงินอนาคตมาใช้กันเยอะเหลือเกิน ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทโตอีก แต่จะมีหนี้เสียตามมาด้วยอะป่าว?

ส่วนรายที่หายไปจากความสนใจของนักลงทุนสักพักหนึ่งอย่าง OR กลายเป็นช็อตที่ทำให้เดี๊ยนรู้สึกอึดอัดใจแทนจริง ๆ เพราะภาพที่สังคมพยายามยัดเยียดให้เป็นก็คือ สมควรที่จะต้องลดค่าการตลาดลงอีก ซึ่งจะกระทบโดยตรงกับกำไรของบริษัทเต็ม ๆ แถมตอนนี้ผู้คนก็ไม่มีเงินเติมน้ำมันเหมือนเมื่อก่อน เดี๊ยนเลยสังหรณ์ใจว่า การยืนปิดที่ 12.20 บาท บวกไป 0.10 บาท หรือขึ้นไป 0.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 182 ล้านบาท อาจเป็นการเด้งก่อนลงอีกค่ะ

เม้าท์ถึงเรื่องกำลังซื้อขึ้นมาทั้งที “โมนิกา” ขอหันไปมองอดีตดาวรุ่งอย่างหุ้น NEO ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ทรอสโคโลญ น้ำยาไฟน์ไลน์ น้ำยาล้างห้องน้ำโทมิ ฯลฯ ก็ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากกำลังซื้อลดเป็นเวลานานถึง 2 ปี ส่งผลให้ราคาหุ้นที่เคยขึ้นไปถึงระดับ 60 บาท ร่วงลงเป็นนกปีกหักลงมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายหุ้นยืนอยู่ที่ 18.30 บาทแบบนี้..เดี๊ยนเครียดแทนเลยค่ะ

อีกรายที่ทำให้เดี๊ยนรู้สึกไม่สบายใจก็คือ แรงขายที่ออกมา 2 วันติดในหุ้น STGT ก่อนจะเด้งขึ้นมาปิดที่ระดับ 10.60 บาท บวกไป 0.10 บาท หรือขึ้นไป 0.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 78 ล้านบาท ทั้งที่หุ้นเพิ่งขึ้นไปยืนเหนือ 11 บาทมาหยก ๆ “โมนิก้า” จึงสงสัยว่า อาการเป๋ของหุ้นเที่ยวนี้อาจเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นหรือเปล่า? จึงทำให้ขาประจำไม่กล้าดันหุ้นแบบสุดซอยค่ะ

เม้าท์ถึงหุ้นที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” คงมองไปยังหุ้น MEB เพื่อชี้ให้เห็นเทรนด์ E-Book ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ถือว่ามาแรงสุด ๆ แถมบริษัทก็ทำกำไรในระดับ 300-400 ล้านบาท ทั้งที่เป็นหุ้นเล็กในตลาดเอ็ม เอ ไอ แต่หลังจากนั้นกระแสก็แผ่วลงไปดื้อ ๆ และทำให้ราคาหุ้นไหลลงจากระดับ 40 บาทลงมาเรื่อย ๆ จนล่าสุดหุ้นยืนปิดที่ระดับ 14.40 บาทแบบนี้..เขาถึงบอกว่า โลกเปลี่ยนเร็วนะจะบอกให้

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button