เปิดชื่อ “มหาเศรษฐีไทย” ใครบ้าง ขานรับ “นายกฯ” ร่วมมือรัฐบาล แก้วิกฤต “โควิด-19” แล้ว!

เพจเฟซบุ๊กทีมงาน "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี เปิดชื่อ "มหาเศรษฐีไทย" ขานรับ จม.เปิดผนึก พร้อมร่วมมือรัฐบาล แก้วิกฤต "โควิด-19" แล้ว!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก”ลุงตู่ตูน” ซึ่งเป็นเพจของทีมงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดเผยว่า ขณะนี้มหาเศรษฐีจำนวนหนึ่งทยอยตอบรับจดหมายเปิดผนึกของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ขอรับฟังความคิดเห็นแนวทางการแก้ปัญหาโควิด-19 ร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้

โดยรายชื่อถึงวันนี้มี 3 คนประกอบด้วย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์, นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทยแคปปิตอล จำกัด (มหาชน)​ หรือ MTC และ นายฉัตรชัย แก้วบุตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)​ หรือ SAWAD ซึ่งข้อความบางตอนในการตอบกลับ ระบุว่า พร้อมจะช่วยเหลือรัฐบาลเพื่อให้ประเทศฝ่าวิกฤติ ตามคำขอของนายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้น ยังมีมหาเศรษฐีคนอื่นๆ ที่เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าได้รับจดหมายจากนายกรัฐมนตรี และพร้อมให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยเช่นเดียวกัน ได้แก่ นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)​ หรือ BGRIM และ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ อดีตประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)​ หรือ BDMS และบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)​หรือ BA

ขณะที่นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)​หรือ EA กล่าวว่า ได้รับจดหมายเปิดผนึกจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเองและพันธมิตรในนาม “กลุ่มช่วยกัน” จะสรุปแผนงานที่ได้ทำไปแล้วและแผนงานที่จะต่อไปเสนอให้นายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

“ผมคิดว่าการเติมความรู้ความสามารถเข้าไปจะช่วยให้เกิดประโยชน์มากกว่าเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว เพราะทำให้การใช้เงินเกิดประสิทธิภาพ” นายสมโภชน์ กล่าว

ทั้งนี้ แผนงานในอนาคตจะเกี่ยวกับแนวทางที่จะทำให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินการ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขหากเกิดการแพร่ระบาดครั้งต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา ตนเองร่วมกับพันธมิตรได้จัดทำแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” เพื่อสำรวจและค้นหากลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 เพื่อลดภาระการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยพันธมิตรจะดำเนินการในเรื่องที่มีความถนัด ไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งแต่ละรายจะใช้งบส่วนตัวไปดำเนินการราว 50 ล้านบาท