สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 7 พ.ค. 2563

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 7 พ.ค. 2563

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังจากค่าสเปรดระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีและ 10 ปีขยายกว้างขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยี โดยแรงซื้อที่ส่งเข้าหนุนหุ้นเหล่านี้ได้ช่วยสกัดปัจจัยลบจากรายงานตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานในสหรัฐที่สูงเกินคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,875.89 จุด เพิ่มขึ้น 211.25 จุด หรือ +0.89% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,881.19 จุด เพิ่มขึ้น 32.77 จุด หรือ +1.15% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,979.66 จุด เพิ่มขึ้น 125.27 จุด หรือ +1.41%

 

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่จีนเปิดเผยยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเกินคาด ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก ขณะที่การเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในยุโรปได้ช่วยหนุนตลาดด้วย

ดัชนี Stoxx Europe 600 เพิ่มขึ้น 1.09% ปิดที่ 337.98 จุด

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 10,759.27 จุด เพิ่มขึ้น 153.07 จุด หรือ +1.44%, ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,501.44 จุด เพิ่มขึ้น 68.06 จุด หรือ +1.54% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 5,935.98 จุด เพิ่มขึ้น 82.22 จุด หรือ +1.40%

 

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่จีนเปิดเผยข้อมูลยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเกินคาด ซึ่งเพิ่มความหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังถดถอยจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 5,935.98 จุด เพิ่มขึ้น 82.22 จุด หรือ +1.40%

 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) หลังจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาแสดงมุมมองในด้านลบเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทรุดตัวลงด้วย

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 44 เซนต์ หรือ 1.8% ปิดที่ 23.55 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 26 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 29.46 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นมายืนที่เหนือระดับ 1,700 ดอลลาร์ได้อีกครั้งเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. พุ่งขึ้น 37.3 ดอลลาร์ หรือ 2.21% ปิดที่ 1725.8  ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 57.5 เซนต์ หรือ 3.83% ปิดที่ 15.59 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 16.6 ดอลลาร์ หรือ 2.17% ปิดที่ 782.1 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมิ.ย. พุ่งขึ้น 76.80 ดอลลาร์ หรือ 4.4% ปิดที่ 1,835.70 ดอลลาร์/ออนซ์

 

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เงินปอนด์ดีดตัวขึ้นหลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย และคงวงเงินในการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมเมื่อวานนี้

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9733 ฟรังก์ จากระดับ 0.9749 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3991 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4121 ดอลลาร์แคนาดา แต่หากเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 106.29 เยน จากระดับ 106.07 เยน

เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2357 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2344 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.0825 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0803 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6486 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6415 ดอลลาร์สหรัฐ